xs
xsm
sm
md
lg

เจพีมอร์แกนท้าชนมอร์แกน สแตนลีย์ ปั้นกองทุนโทเคนไนซ์ป้อน Stablecoin ชูจุดขายดอกเบี้ยต่ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหากาพย์ชิงเค้กบนสมรภูมิคริปโตของสองวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกยก เมื่อเจพีมอร์แกนยื่นไฟลิ่งเปิดตัวกองทุนตลาดเงินโทเคนไนซ์บนอีเธอเรียม ตอกย้ำยุทธศาสตร์การเป็น “รางรถไฟ” ทางการเงินสำหรับผู้ออก Stablecoin โดยเฉพาะ กลยุทธ์นี้ไม่เพียงเปิดทางให้สินทรัพย์สำรองที่ค้ำประกันเหรียญ Stablecoin สร้างผลตอบแทนได้ แต่ยังมัดใจนักลงทุนสถาบันด้วยค่าธรรมเนียมระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 0.16% และเงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางกระแสการย้ายสินทรัพย์โลกจริงขึ้นสู่บล็อกเชนที่กำลังไต่ระดับแตะหลักสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเคลื่อนไหวล่าสุดของเจพีมอร์แกน เชส ถือเป็นหมากสำคัญที่เดินเกมสกัดดาวรุ่งคู่แข่งอย่างมอร์แกน สแตนลีย์ หลังจากที่วาณิชธนกิจคู่อริเพิ่งเปิดตัวกองทุน “Stablecoin Reserves Portfolio” ไปเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา หรือห่างกันเพียงแค่เกือบสามสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าสงครามการแย่งชิงเม็ดเงินสำรองจากผู้ออก Stablecoin ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกำลังดุเดือดถึงขีดสุด

กองทุนใหม่ภายใต้ชื่อ “OnChain Liquidity-Token Money Market Fund” หรือใช้สัญลักษณ์ซื้อขายว่า JLTXX ถูกออกแบบมาเพื่อดำเนินการบนเครือข่ายอีเธอเรียมโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเป็นเครื่องมือทางการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อให้ผู้ออก Stablecoin สามารถนำสินทรัพย์สำรองที่ค้ำประกันเหรียญของตนเองเข้ามาพักไว้ในพาหนะที่มีสภาพคล่องสูงเทียบเท่าเงินสด พร้อมกับรับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน

จากรายละเอียดในเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) เมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนของ JLTXX จะมุ่งเน้นไปที่ตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ และธุรกรรมการซื้อคืนโดยมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือเงินสดเป็นหลักประกัน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างการลงทุนมาตรฐานที่มีความเสี่ยงต่ำและถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมกองทุนตลาดเงิน

จุดเด่นเชิงโครงสร้างที่เจพีมอร์แกนจงใจนำเสนอคือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย GENIUS Act ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่มุ่งกำกับดูแล Stablecoin และเพิ่งได้รับการลงนามประกาศใช้ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา การที่ JLTXX ออกแบบมาให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายใหม่นี้ตั้งแต่ต้น แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเจพีมอร์แกนที่ต้องการเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ถูกกฎหมายอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับโลกการเงินยุคคริปโต

ในมิติของโครงสร้างค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขการลงทุน กองทุน JLTXX ถูกกำหนดให้มีเงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับนักลงทุนอยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้เล่นระดับสถาบันอย่างแท้จริง

ขณะที่อัตราค่าธรรมเนียมรายปีหลังจากได้รับยกเว้นบางส่วนแล้วอยู่ที่ระดับ 0.16% ซึ่งเอริก บัลชูนาส นักวิเคราะห์อาวุโสจากบลูมเบิร์ก ออกมาให้ความเห็นว่านี่คือ “เรื่องใหญ่” อย่างแท้จริง เพราะถือเป็นระดับค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากสำหรับกองทุนตลาดเงินที่เน้นการรักษามูลค่าสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ

การบริหารกองทุน JLTXX ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การดูแลของ Kinexys Digital Assets ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านบล็อกเชนเฉพาะกิจของเจพีมอร์แกน โดยธนาคารระบุว่าเอกสารไฟลิ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันพุธ แม้จะยังไม่เปิดเผยวันที่จะเปิดตัวกองทุนอย่างเป็นทางการก็ตาม

ความเคลื่อนไหวของ JLTXX ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์โทเคนไนซ์ตัวแรกของเจพีมอร์แกน เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 วาณิชธนกิจแห่งนี้ได้สร้างปรากฏการณ์เปิดตัว “My OnChain Net Yield Fund” หรือ MONY ซึ่งดำเนินการบนอีเธอเรียมเช่นเดียวกัน โดย MONY ถือครองตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกแบบมาเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารทั่วไป ภายใต้จุดขายที่ว่าดอกเบี้ยและเงินปันผลจะถูกบันทึกและสะสมให้ทุกวันแบบเรียลไทม์

ที่มา : Token Terminal
นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจพีมอร์แกนยังได้เข้าร่วมธุรกรรมนำร่องครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเงินคริปโต โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคนจากสหรัฐอเมริกา ผ่าน XRP Ledger และระบบโครงข่ายระหว่างธนาคาร ไปสิ้นสุดยังบัญชีของธนาคารเจพีมอร์แกนในสิงคโปร์ได้สำเร็จภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งนับเป็นการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ว่าการโทเคนไนซ์สินทรัพย์สามารถใช้ได้จริงในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน

อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์เร่งเครื่องเข้าสู่โลกสินทรัพย์โทเคนไนซ์ของเจพีมอร์แกนและมอร์แกน สแตนลีย์ สะท้อนถึงแรงดึงดูดที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีบล็อกเชนในหมู่ผู้นำระดับสูงของวอลล์สตรีท โดยผู้บริหารระดับซี-ลีเวลจำนวนมากมองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสำหรับการซื้อขายและการชำระราคาให้เหนือกว่าระบบดั้งเดิมอย่างเทียบไม่ติด

ขณะเดียวกันข้อมูลจาก RWA.xyz ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์สินทรัพย์โลกจริง ระบุว่า ปัจจุบันมีสินทรัพย์โลกจริง (RWA) ที่ไม่นับรวม Stablecoin ถูกแปลงสภาพเป็นโทเคนดิจิทัลและบันทึกอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชนคิดเป็นมูลค่ากว่า 32.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว และแนวโน้มนี้ได้แผ่ขยายครอบคลุมสินทรัพย์แทบทุกประเภท ตั้งแต่สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น พันธบัตร ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวไม่ได้ปราศจากตั้งข้อกังวล รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ชี้ประเด็นที่อาจเป็น “ระเบิดเวลา” ในระบบนิเวศโทเคนไนซ์ โดยระบุว่า การย้ายสินทรัพย์ขึ้นสู่ระบบบล็อกเชนเป็นการเปลี่ยนผ่านความเสี่ยงจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ไปยังระบบบัญชีแยกประเภทที่ใช้ร่วมกัน (Shared Ledgers) และโค้ดสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ซึ่งจะทำให้การเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบในช่วงที่เกิด “เหตุการณ์ตึงเครียด” (Stress Events) นั้นทำได้ยากเย็นและซับซ้อนกว่าเดิมมาก

ขณะที่ไอเอ็มเอฟยังได้ตอกย้ำด้วยว่า หากปราศจากความชัดเจนทางกฎหมายในประเด็นกรรมสิทธิ์ของบันทึกการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ และความสมบูรณ์เด็ดขาดของการชำระราคา (Settlement Finality) ตลาดสินทรัพย์โทเคนไนซ์ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นตลาดที่ “กระจัดกระจายและกลายเป็นเพียงสิ่งรอบนอกของโลกการเงิน”

ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในแวดวงการลงทุน รวมถึงเควิน โอ’เลียรี นักลงทุนชื่อดังจากรายการ Shark Tank จึงออกมาเคลื่อนไหวผลักดันอย่างหนักหน่วงให้สหรัฐฯ เร่งออกกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานตลาดคริปโต อาทิ ร่างกฎหมาย CLARITY Act เพื่อเข้ามาจัดระเบียบและขจัดจุดอ่อนทางกฎหมายที่เป็นช่องโหว่เหล่านี้ให้หมดไป