นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-33.10 บาท/ดอลลาร์ และกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์ จากระดับเปิดเช้านี้ (5พ.ค.69)ที่ 32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน) โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.31-32.82 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากทั้งการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม กอปรกับ ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ Project Freedom คุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่โซน 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ แม้เงินบาทจะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามการทยอยแข็งค่าขึ้น “เร็ว แรง” ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยังออกมาดีกว่าคาดยังคง หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ในลักษณะ Sideways Up หรืออย่างน้อยผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ ที่จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติราว 4-5 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่หากอ่อนค่าทะลุได้ชัดเจน อาจเพิ่มโอกาสเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่เป็นโซนราคาเป้าหมาย จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคัล)
ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตาพร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานและรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง


