นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งกว่าประเทศในภูมิภาค โดยระบุว่าสาเหตุหลักมาจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นไทยปรับตัวลงไปค่อนข้างมาก ขณะที่พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
จุดแข็งสำคัญของตลาดหุ้นไทยคืออัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 4% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงตามทิศทางตลาดโลก แต่ก็ถือว่ามีความผันผวนที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
"ผมอยากให้นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูลตามความเป็นจริง อย่าตระหนกจนเกินไป (Panic) หุ้นที่มีผลประกอบการดีและให้ปันผล 3-7% ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะ บจ. ไทยมีการปรับตัวและป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตได้ดีเสมอ"
ในแง่ของภาคธุรกิจ วิกฤตที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง เช่น ธุรกิจส่งออกที่ต้องเผชิญกับต้นทุนน้ำมันขนส่งที่สูงขึ้น จำเป็นต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อลดต้นทุน ทั้งนี้เชื่อว่า บจ. ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งจะสามารถเติบโตได้แม้ในช่วงวิกฤต จึงอยากให้นักลงทุนพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น มองว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาคการบริโภคและการใช้จ่ายของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนจะค่อยๆ ปรับตัวตามสถานการณ์ในระยะยาว นอกจากนี้ยังได้ให้ความเห็นสนับสนุนกรณีที่รัฐบาลเลิกตรึงราคาน้ำมัน เนื่องจากมองว่าการตรึงราคาไว้เป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อกลไกตลาดและเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในอนาคต พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำงบประมาณไปช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักหรือผู้ที่ลำบากจริงๆ โดยอาศัยฐานข้อมูลที่รัฐมีอยู่ เพื่อให้การแก้ปัญหามีความแม่นยำและตรงจุดมากกว่า
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเตรียมความพร้อมในการนำเสนอมาตรการต่างๆ ต่อภาครัฐทันทีหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว อาทิ Thai Individual Saving Account (TISA) การแก้ไขกฎหมายหลายฉบับพร้อมกันผ่าน Omnibus Law และการยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ


