xs
xsm
sm
md
lg

ส.ธุรกิจรับสร้างบ้านชงรัฐอัดยาแรง หนุนตลาด2แสนล.-ลูกค้าพึ่งกู้แบงก์มากขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



‘สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน’ เตรียมชงรัฐอัดยาแรง 3 เรื่อง 1.คนละครึ่งภาคอสังหาฯ 2. ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี ‘อีก 2 ปี’ สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570 และ 3. เตรียมเสนอขยายวงเงินลดหย่อนภาษีปลูกสร้างบ้านจาก 100,000 บาท เพิ่มเป็น 500,000 บาท มั่นใจช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ เร่งตลาดฟื้นตัว แนะผู้บริโภค ‘สร้างบ้านตอนนี้…คุ้มที่สุด’ ก่อนค่าแรงและวัสดุจะปรับขึ้นราคาตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ เผยสรุปตัวเลขตลาดรับสร้างบ้าน ปี 2568 มูลค่า 190,134 ล้านบาท หดตัว 11% ชี้ ‘ต่างจังหวัด’ เติบโตแข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่ง 77% กรุงเทพฯ ปริมณฑล ร่วงมาอยู่ที่ 23%

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) เปิดเผยถึงการเลือกตั้งใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น (8 กุมภาพันธ์ 2569 ) ว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่จะจุดชนวนความเชื่อมั่นและเรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้กลับคืนมา โดยทาง สมาคมฯ ได้เตรียมข้อเสนอเชิงรุกต่อภาครัฐใน 3 มาตรการ เพื่อกระตุ้นตลาดบ้านสร้างเอง ปลดล็อกกำลังซื้อ และเป็นการเร่งฟื้นฟูตลาดให้กลับมาเร็วขึ้น ได้แก่

1.โมเดล “คนละครึ่งภาคอสังหาฯ” เสนอให้รัฐพิจารณามาตรการ “ช่วยจ่าย” (Co-payment) เช่น สนับสนุนค่าวัสดุก่อสร้างบางส่วน หรืออุดหนุนดอกเบี้ยช่วงแรก เพื่อลดภาระคนอยากมีบ้าน

2.สมาคมฯ ได้ทำจดหมายส่งถึงกระทรวงการคลัง เรื่องขอให้พิจารณาต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี “ออกไปอีก 2 ปี” จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 “เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570”

และ 3.เตรียมข้อเสนอขยายเพดาน “สร้างบ้านลดหย่อนภาษี” จากผู้ที่ต้องการสร้างบ้านสามารถนำค่าจ้างก่อสร้างบ้านมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 100,000 บาท ในอนาคตทางสมาคมฯ เตรียมนำข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อขยายเพดานลดหย่อนสูงสุดเป็น 500,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระผู้ที่ต้องการการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง

โดยทั้ง 3 มาตรการดังกล่าว นำเสนอเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงในปัจจุบันที่ปรับราคาสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้คนตัดสินใจสร้างบ้านที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งนำมาสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และส่งเสริมการจ้างงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน


คาดมูลค่าตลาดปีม้าแตะ 1.9 แสนลบ.

“สมาคมฯ ยังคงมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานคุณภาพ และเดินหน้าสร้างการเติบโตของตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศ ภายใต้เศรษฐกิจที่รอการฟื้นตัว โดยสมาคมฯ ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมเป็นพันธมิตรที่มั่นคงให้กับผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านคุณภาพ ที่ไม่ทิ้งงาน ตั้งเป้าหมายมูลค่าตลาดรวมไว้ใกล้เคียงกับปี 2568 คือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท”
นายอนันต์กร กล่าวถึงพฤติกรรมของลูกค้าที่ปลูกสร้างบ้านกับทางสมาคมฯพบว่า ในอดีต การปลูกสร้างบ้านลูกค้าจะใช้เงินออมที่มีอยู่ในการปลูกสร้างบ้านเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันด้วยสภาพเศรษฐกิจ และ ลูกค้า หรือ เจ้าของธุรกิจ ต้องการเตรียมเงินสดที่มีอยู่ ไว้ใช้ในการดำเนินธุรกิจ หรือ ต่อยอดการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้สัดส่วนการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมีสูงมากขึ้น เช่น สร้างบ้านราคา 5-10 ล้านบาท รวมถึงกลุ่มสร้างบ้านหรู 20-30 ล้านบาทที่มีความต้องการขอสินเชื่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 20-30%

สำหรับกลยุทธ์สมาคมฯ ในปี 2569 ว่า จะเน้นการขับเคลื่อนองค์กรผ่านยุทธศาสตร์ 3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (B-Q-O) ที่ดำเนินการมาอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมา ได้แก่ B - Brand Awareness (การสร้างแบรนด์และการรับรู้) , Q - Quality การยกระดับคุณภาพ และ O - Organization (องค์กรแห่งข้อมูลและความน่าเชื่อถือ)

นอกจากนี้ ในปี 2569 สมาคมฯ เตรียมจัดตั้ง "บอร์ดภูมิภาค" (Regional Committee) ขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยนำร่องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในภูมิภาค


ปี 68 ตลาดติดลบ 11% ต่างจังหวัดมาแรงแชร์ 77%

นายอนันต์กร กล่าวว่า ภาพรวมและทิศทางของธุรกิจรับสร้างบ้านว่า จากข้อมูลสถิติปี 2568 สมาคมฯ คาดการณ์มูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองทั่วประเทศในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 190,134 ล้านบาท ซึ่งปรับตัว ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 213,360 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน


“จากการชะลอตัวของตลาดรับสร้างบ้าน ก็มีผลให้ยอดขายของสมาชิกในสมาคมฯมีการปรับลดลงตามภาวะตลาด เช่น บริษัทรับสร้างบ้านที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง ยอดขายมีการปรับลดลงร้อยละ 10 ส่วนบริษัทรับสร้างบ้านที่แบรนด์ยังไม่แข็งแกร่ง ยอดขายปรับลดลงร้อยละ 20 ซึ่งในภาวะที่แข่งขันสูง สภาพเศรษฐกิจที่เป็นเช่นนี้ และการที่ราคาวัสดุก่อสร้างยังไม่ปรับขึ้นนั้น ส่งผลให้ภาพรวมยังไม่อยู่ในจังหวะที่จะปรับราคาขายต่อตารางเมตรได้”


ตจว.แรงไม่หยุด กรุงเทพฯ ปริมณฑลชะลอตัว

นายอนันต์กร กล่าวว่า ในปี 2568 โครงสร้างตลาดบ้านสร้างเองมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นหลักที่อยู่ในภาวะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากการชะลอตัวของกำลังซื้อ ขณะที่ตลาดต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคใต้ มีสัดส่วนตลาด 18% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนตลาด 17% ซึ่งเป็นสองพื้นที่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่หากเจาะลึกเป็นรายจังหวัดที่ทำสร้างยอดสั่งสร้างได้มากที่สุด ได้แก่ 1.กทม. 2.เชียงใหม่ 3.ชลบุรี 4.โคราช 5.สมุทรปราการ และ ปทุมธานี

โดยตลาดบ้านสร้างเอง กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีมูลค่าตลาดประมาณ 43,731 ล้านบาท ปรับตัวลดลงแรงถึง -16% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 52,060 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนตลาดลดลงเหลือเพียง 23%

ขณะที่ ตลาดบ้านสร้างเองต่างจังหวัด มีมูลค่าตลาดรวม ประมาณ 146,403 ล้านบาท ปรับตัวลดลง -9% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 161,300 ล้านบาท ทั้งนี้แม้จะหดตัวแต่ยังน้อยกว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนตลาด 23% ส่วนตลาดต่างจังหวัดขยับขึ้นไปครองแชมป์ที่ 77% ของตลาดรวมทั่วประเทศ


ภาคใต้-ตะวันออกเฉียงเหนือ มาแรงที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกตลาดสร้างเองแยกเป็นรายภูมิภาค นายอนันต์กร กล่าวว่า “ตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบน้อยกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังคงมีฐานความต้องการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยวในภาคใต้และหัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน”

• ภาคใต้ มีมูลค่า 34,224 ล้านบาท ครองสัดส่วน 18% ถือเป็นตลาดภูมิภาคที่แข็งแกร่งที่สุดในปี 2568
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมูลค่า 32,323 ล้านบาท ครองสัดส่วน 17%
• ภาคเหนือ มีมูลค่า 30,421 ล้านบาท ครองสัดส่วน 16%
• ภาคตะวันออก มีมูลค่า 26,619 ล้านบาท ครองสัดส่วน 14%
• ภาคตะวันตก มูลค่า 15,211 ล้านบาท ครองสัดส่วน 8%
• ภาคกลาง มูลค่า 7,605 ล้านบาท ครองสัดส่วน 4%.


กำลังโหลดความคิดเห็น