รัฐบาลรุกฆาต! “กระทรวงยุติธรรม” ผนึกกำลัง “กระทรวงดีอี” แถลงใหญ่กระชากหน้ากากขบวนการ “สแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin” สั่งยกเลิก MOU ฉาวกับกลุ่มทุนสิงคโปร์ทันที หลังพบหลักฐานการกระทำผิดมโหฬารในยุค “ขั้วอำนาจเก่า” ส่อเจตนาไม่สุจริต เร่งรัดลงนามข้ามหัวอัยการสูงสุด สั่งปิดข่าวเงียบกริบ แฉผลกระทบร้ายแรง ข้อมูลอัตลักษณ์เทียบเท่า DNA ของคนไทยกว่า 1.6 ล้านรายตกอยู่ในมือต่างชาติ หวั่นกระทบความมั่นคงรุนแรง โยนหลักฐานให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ ลากคอ “บิ๊กข้าราชการ-นักการเมืองระดับบิ๊ก” มารับโทษถึงที่สุด
ปฏิบัติการล้างบาง “มรดกบาป” ทางดิจิทัลครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เมื่อ 2 รัฐมนตรีว่าการจากกระทรวงหลัก พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ (ยุติธรรม) และ นายไชยชนก ชิดชอบ (ดีอี) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจาก DSI, ก.ล.ต. และ สคส. ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ เพื่อเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกลุ่มทุนต่างชาติ ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตการณ์ “สแกนม่านตาแลกคริปโทฯ (Worldcoin)” ที่กำลังคุกคามความมั่นคงทางข้อมูลของประเทศ
เบื้องหลัง MOU อัปยศ รวบรัด-ปิดข่าว-เมินกฎหมาย ในยุค ‘ขั้วอำนาจเก่า’
นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ได้เปิดเผยข้อมูลสุดช็อกที่ได้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงดีอี กับ บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 (สมัยรัฐบาลชุดก่อน) โดยชี้ชัดว่านี่คือ “ความผิดปกติร้ายแรง” ที่เริ่มต้นจากฝ่ายการเมืองในขณะนั้น
ผลสอบสวนพบพฤติการณ์ที่น่าสงสัยหลายประการที่ชี้ว่าอาจมี “ใบสั่ง” หรือเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น
1.ไร้การตรวจสอบ (No KYC) : บริษัทคู่สัญญาไม่มีความชัดเจน ไม่มีการตรวจสอบประวัติ (KYC) ตามมาตรฐานสากล
2.เร่งรัดผิดวิสัย : มีการรวบรัดกระบวนการทั้งหมดให้จบภายในเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งผิดวิสัยการทำงานราชการปกติอย่างสิ้นเชิง
3. เมินคำเตือนองค์กรอิสระ : เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงและข้อสังเกตสำคัญของสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) อย่างสิ้นเชิง ไม่มีการนำมาปรับปรุงแก้ไขในร่าง MOU ซึ่งขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี
4.สั่งปิดข่าวเงียบ : มีคำสั่งให้ “ปกปิดข่าว” การลงนาม ไม่ให้มีการประชาสัมพันธ์ ทำให้หน่วยงานตรวจสอบภายในไม่ระแคะระคาย
5.ระบุตัวละครชัดเจน : การลงนามดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี และมอบหมายให้ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้ลงนาม
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงมีคำสั่งให้ “ยกเลิก MOU” ดังกล่าวทันที พร้อมส่งหลักฐานให้ ป.ป.ช. ไต่สวนเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
ภัยความมั่นคงระดับชาติ ข้อมูลอัตลักษณ์ 1.6 ล้านคนในมือต่างชาติ
ประเด็นที่น่าวิตกที่สุดคือความเชื่อมโยงระหว่าง MOU ฉบับนี้กับขบวนการสแกนม่านตา นายไชยชนก ระบุชัดเจนว่า กลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา มีความเชื่อมโยงทั้งในแง่บุคคลและการลงทุนกับกลุ่มทุน Prime Opportunity Fund VCC
“สิ่งที่น่าห่วงคือ บริษัทดังกล่าวได้เก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Iris Scan) ซึ่งเทียบเท่ารหัสพันธุกรรม (DNA) ของประชาชนไปแล้ว โดยอาจมีผู้บริหารในกระทรวงฯ รู้เห็นเป็นใจ หากข้อมูลนี้รั่วไหลหรือถูกนำไปสวมรอย จะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างรุนแรง” รมว.ดีอี กล่าวเน้นย้ำถึงหายนะที่อาจเกิดขึ้น
DSI รับคดีพิเศษ แฉพิรุธนำเข้าเครื่องสแกนเถื่อน-เหยื่อพุ่ง 1.6 ล้านราย
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ได้อนุมัติให้รับกรณีนี้เป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 แล้ว เนื่องจากเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
การสืบสวนเชิงลึกของ DSI พบพิรุธที่ชี้ชัดถึงเจตนาไม่สุจริต โดยเฉพาะ “ไทม์ไลน์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา” จากเยอรมนี จำนวน 248 เครื่อง ที่เอกสารระบุว่านำเข้าเดือนมิถุนายน 2568 แต่ข้อเท็จจริงพบว่ามีการนำเครื่องมาเดินสายสแกนประชาชนไปก่อนแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568
ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดี DSI เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า เพียงแค่ 93 วันจากระยะเวลาสัญญา 208 วัน มีการสแกนม่านตาไปแล้วกว่า 1,017,000 ราย และเมื่อรวมกับเอกสารที่ยังค้นไม่พบอีก 2 เดือน คาดว่ายอดผู้เสียหายที่ถูกเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ไปโดยไม่เข้าใจ หรือถูกบิดเบือนข้อมูล อาจพุ่งสูงกว่า 1.6 ล้านราย
บทสรุปของมหากาพย์เรื่องนี้ รัฐบาลปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่มีการ “ลูบหน้าปะจมูก” โดยเตรียมลากตัวกลุ่มผู้กระทำผิด ทั้งนายทุนต่างชาติ ข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง มาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อกอบกู้ความเสียหายและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยที่ถูกนำไปปู้ยี่ปู้ยำในยุคที่ผ่านมา
ที่มา : สำนักข่าวอิสรา


