นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.40 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.38 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.50 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.34-31.45 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง อีกทั้งดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตจากเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นดีกว่าคาด ส่งผลให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุดผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 93% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ จากช่วงก่อนหน้าที่ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่าเฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง และยังมองว่า เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ได้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำยังคงสามารถรีบาวด์สูงขึ้นกลับสู่โซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังตลาดยังคงขาดการรับรู้ปัจจัยสำคัญ อย่าง คำตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้บ้าง หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงมีกำลังอยู่ โดยเฉพาะหลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ทยอยออกมาดีกว่าคาด กอปรกับเราเริ่มเห็นการทยอยปรับลดสถานะ Short USD (มองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) ของบรรดาผู้เล่นในตลาด จากข้อมูลที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศหลายค่ายได้ติดตาม ซึ่งอาจสะท้อนในรายงานสถานะถือครองจาก CFTC ของสัปดาห์นี้ได้ โดยเรามองว่า ประเด็นสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์นั้นจะประกอบไปด้วย ปัจจัยภายในสหรัฐฯ อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งจะมีทั้งคดีของประธานเฟด Jerome Powell และคณะกรรมการเฟด Lisa Cook (ศาลสูงสุดจะมี Oral Argument ในวันที่ 21 มกราคม นี้) และปัจจัยภายนอกสหรัฐฯ อย่าง ความกังวลต่อประเด็นการเมืองญี่ปุ่น (ซึ่งผลสืบเนื่องไปยังประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น) ที่จะมีผลกระทบโดยตรงกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น ขณะที่ประเด็นการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ นั้น อาจเป็นประเด็นสำคัญในระยะข้างหน้า (เราเริ่มมองว่า ศาลสูงสุดอาจมีการตัดสินคดี IEEPA ในช่วงเดือนมิถุนายน ได้ หากอ้างอิงจากสถิติในอดีตที่ศาลฯ มักจะพิจารณาคดีที่มีความสำคัญ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในช่วงดังกล่าว)
ทั้งนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง หลังเริ่มเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของหุ้นและบอนด์ นอกจากนี้ ตราบใดที่ ราคาทองคำยังไม่ได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และยังคงมีแรงซื้อ Buy on Dip ช่วยหนุน ให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นได้ หากเผชิญแรงกดดัน (ในกรณีที่เงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น หรือเผชิญภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน) เรามองว่า เงินบาทก็อาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน


