xs
xsm
sm
md
lg

ส่องศักยภาพ‘กรุงเทพดุสิตเวชการ’ ราคาต่ำแต่ปันผลเด่นแถมกำไรโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 หุ้น "กรุงเทพดุสิตเวชการ" หลังราคารูดลงมาเหลือ 18 – 19 บาท/หุ้น ลดลงเกือบ 39% จากจุดสูงสุดครั้งก่อนที่ทำไว้เมื่อปี 2566 น่าลงทุนหรือไม่น่าลงทุน? เมื่อผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งคนไข้ต่างประเทศฟื้นตัวอย่างชัดเจน ขณะที่อัตราปันผลอยู่ในระดับที่น่าสนใจ จนต่างประเทศยกให้เป็นหุ้นปันผลคุณภาพสูง ส่วนโบรกฯไทยยกให้เป็น 1 ในหุ้นปลอดภัย 

หากดูผลประกอบการ 2 ปีก่อน (2566-2567 ) ของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) (BDMS) ถือว่ามีการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกำไรสุทธิ ขณะที่ผลประกอบการปี 2568 กำไรก็น่าจะไม่แพ้ปีก่อนหน้า แต่ทำไมราคาหุ้น BDMS กลับอยู่ในทิศทางขาลงมาอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 31.00 บาทต่อหุ้น เมื่อกันยายน 2566 พบว่าจากนั้นราคาหุ้น BDMS ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แม้จะมีรีบาวนด์ขึ้นมาบ้าง แต่ภาพรวมยังเป็นขาลงจนล่าสุดอยู่ที่ 18.90 ต่อหุ้น ลดลงไป 12.10 บาท หรือ 39% และหากเฉพาะปี 2568 จากราคาต้นปี ( 2 ม.ค.) ระดับ 24.60 บาท พบว่าปัจจุบันราคาหุ้นลดลงไป 5.70 บาท หรือ 23.17%
ภาพรวมธุรกิจของ BDMS ในปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่บริษัทก้าวสู่ความเป็น "อาณาจักรสุขภาพ" อย่างเต็มตัว ด้วยการบรรลุเป้าหมายขยายเครือข่ายครบ 60 แห่ง แบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก กรุงเทพ, สมิติเวช, บีเอ็นเอช, พญาไท, เปาโล และกลุ่มรพ.ท้องถิ่น (เช่น รพ.รอยัล ในกัมพูชา) และการรุกเข้าสู่ธุรกิจนวัตกรรมสุขภาพที่ไม่ใช่โรงพยาบาล (Non-hospital)
หลังจากในปี 2568 บริษัทมีการเปิดตัวโรงพยาบาลใหม่เพื่อดักกลุ่มลูกค้าเฉพาะพื้นที่ เช่น รพ.พญาไท บ่อวิน (เน้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม EEC) และ รพ.กรุงเทพ เขาใหญ่ (เน้นกลุ่มท่องเที่ยวและวัยเกษียณ)


  เกมธุรกิจของ BDMS


 โดยในปี 2569 BDMS ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงโรงพยาบาลรักษาโรค แต่เน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ ธุรกิจ Non-hospital (N Health) ด้วยการรุกธุรกิจตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Lab), บริการโลจิสติกส์การแพทย์ และนวัตกรรม โดยตั้งเป้ารายได้ส่วนนี้แตะ 10,000 ล้านบาท  

ถัดมาคือ Digital Health & AI โดยนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้ในการผ่าตัด (Robotic Surgery Hub) และยกระดับ Telemedicine เพื่อเข้าถึงคนไข้ได้ทุกที่ และ Wellness & Preventive Medicine เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่าน BDMS Wellness Clinic เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)

สำหรับโครงสร้างรายได้และกลุ่มลูกค้า พบว่า BDMS มีการกระจายความเสี่ยงของฐานลูกค้าที่น่าสนใจ แบ่งเป็น คนไข้ไทย 70% และคนไข้ต่างชาติ 30% นั่นทำให้บริษัท บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าที่มีประกันสุขภาพเป็น 40% เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและลดความเสี่ยงจากกลุ่มที่จ่ายเงินเอง (Cash Patient) ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
ส่วนธุรกิจศูนย์ความเป็นเลิศ (COE) พบว่ารายได้กว่า 50% มาจากศูนย์เฉพาะทาง 10 แห่ง ที่รักษาโรคซับซ้อน (เช่น หัวใจ, มะเร็ง, สมอง) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำไร (Margin) สูงกว่าปกติ


 ส่องสถานะการเงินBDMS

ด้านการวิเคราะห์สถานะทางการเงินของ BDMS ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงงบการเงินล่าสุด (งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 หรือประมาณการสิ้นปี 2568) แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง เริ่มที่การเติบโตของรายได้และกำไร (Growth Performance) พบว่า ปี 2566เป็นปีที่ BDMS กลับมาเติบโตอย่างเต็มที่หลังจากยุคโควิด โดยได้อานิสงส์จากการกลับมาของคนไข้ต่างชาติ (Medical Tourism) โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางและ CLMV ส่งผลให้กำไรสุทธิพุ่งสูงกว่า 14,000 ล้านบาท

ถัดมา ปี 2567 รายได้ของบริษัทยังคงทำ New High ต่อเนื่องจากการขยายฐานลูกค้าประกันสุขภาพ (Insurance) และการเพิ่มรายได้จากศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง (Center of Excellence - COE) ที่มีอัตรากำไร (Margin) สูง
ส่วนปีล่าสุด (9 เดือนแรกปี 2568) ผลการดำเนินงานยังคงเป็นบวก แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่บริการทางการแพทย์ยังเป็นสินค้าจำเป็น (Defensive Stock) ทำให้ BDMS ยังรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิได้ในระดับ 10-12% เทียบปีก่อน
***นั่นทำให้ บริษัทสามารถรักษา Gross Profit Marginได้ในระดับประมาณ 34-36% สะท้อนถึงการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ขณะที่ EBITDA Margin อยู่ที่ประมาณ 24-25% ซึ่งถือว่าสูงมากในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงพยาบาล แสดงถึงประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ส่วน ROE (ส่วนของผู้ถือหุ้น) อยู่ในระดับ 13-15% แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินทุนของผู้ถือหุ้นไปสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ **

ด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน (Leverage & Liquidity) พบว่า D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน) ต่ำมาก (ประมาณ 0.2 - 0.3 เท่า) บริษัทแทบไม่มีความเสี่ยงด้านหนี้สิน และมีขีดความสามารถในการกู้ยืมเพื่อขยายกิจการหรือ M&A ได้อีกมากในอนาคต ขณะที่ กระแสเงินสด (Cash Flow) พบว่ามีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow) ที่แข็งแกร่งและเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่องและลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุน




อัตราปันผลเด่นอย่างน่าสนใจ

ด้านอัตราการปันผลของ BDMS ถือว่าเป็นหุ้นที่มีนโยบายการจ่ายปันผลที่ สม่ำเสมอและเติบโต ตามกำไรของบริษัท โดยมีจุดเด่น คือ นโยบายและภาพรวมการจ่ายปันผลนโยบาย โดยจ่ายไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ (แต่มักจะจ่ายจริงสูงกว่านั้น โดยในช่วงปี 2566-2567 จ่ายอยู่ที่ประมาณ 75-77% ของกำไรสุทธิ) ขณะที่ความถี่บริษัทจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง (ปันผลระหว่างกาลรอบครึ่งปี และปันผลประจำปี) โดยมีDividend Yield โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2% - 4% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นในขณะนั้น)
ไม่เพียงเท่านี้ จากสถิติการจ่ายปันผลย้อนหลัง (ปี 2566 - ปัจจุบัน) พบว่า บริษัทมีการปรับเพิ่มจำนวนเงินปันผลต่อหุ้นขึ้นอย่างต่อเนื่องตามผลกำไรที่ทำ New High ดังนั้นในมุมมองของนักลงทุนความยั่งยืน (Sustainability) อัตราปันผลของ BDMS มีความปลอดภัยสูงมาก เพราะจ่ายจากกำไรสุทธิที่เป็นเงินสดจริง (Cash Cow) และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง


 ส่งผลให้ BDMS ถือเป็นหุ้นเติบโตผสมปันผล แม้ Yield อาจจะไม่สูงเท่าหุ้นกลุ่มธนาคารหรือพลังงาน (ที่อาจได้ 5-6%) แต่ BDMS ให้ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain) ที่ดีกว่าในระยะยาว เนื่องจากธุรกิจยังมีการขยายตัว (Growth) ต่อเนื่องขณะเดียวกัน มีรายงานว่า การปันผลบางส่วนมาจากกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งผู้ถือหุ้นจะ    ได้รับยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือได้เครดิตภาษีตามเงื่อนไขของบริษัทในแต่ละปี ทำให้ BDMS ถูกยกให้เป็นหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ "Passive Income ที่เติบโต" มากกว่าเน้นปันผลสูงๆ เพียงอย่างเดียว  




ภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน

ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนไทยกำลังเผชิญกับการผลัดใบครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นธุรกิจ "ซ่อมแซมสุขภาพ" กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "ศูนย์กลางนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์สุขภาพ" ท่ามกลางบริบทของสังคมผู้สูงอายุและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวล้ำ

โดยในยุคแห่งการปรับฐาน (2566 - 2568) พบว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัวที่มาพร้อมความท้าทาย หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยอยู่ในสภาวะ "Normalization" หรือการปรับฐานเข้าสู่ระดับปกติหลังจากผ่านพ้นวิกฤตการณ์โควิด-19

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น ได้รับปัจจัยบวกจากการกลับมาของ Medical Tourism โดยประเทศไทยยังคงรักษาสถานะจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลก (ติดอันดับ 5 ของโลกในปี 2567) คนไข้จากตะวันออกกลาง CLMV และจีนกลับมาเป็นฟันเฟืองหลัก แต่ต้องเผชิญกับความผันผวนจากนโยบายต่างประเทศ เช่น การปรับเปลี่ยนงบประมาณการส่งตัวคนไข้ของรัฐบาลคูเวต
ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ โดยโรงพยาบาลต้องแบกรับต้นทุนบุคลากรที่ขาดแคลนและค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่สูงขึ้นเฉลี่ย 10-15% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในอย่างหนัก




แนวโน้มโรงพยาบาลเอกชนไทย

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการคาดกาณณ์ว่า ประเทศไทยจะเป็นหมุดหมายใหม่ของ "Value-Based Healthcare" โดยทิศทางของโรงพยาบาลเอกชนจะไม่ใช่แค่การแย่งชิง "จำนวนเตียง" แต่คือการแย่งชิง "เทคโนโลยีและผลลัพธ์การรักษา" โดยมีแนวโน้มที่ชัดเจนมาจาก การขยายตัวสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ (EEC) ซึ่งจะเห็นว่าการขยายโรงพยาบาลเอกชนเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพนักงานระดับสูงและครอบครัวชาวต่างชาติ (Expat) ที่มาพร้อมกับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ขณะเดียวกัน ปี2569 จะเริ่มเข้าสู่ยุคทองของ "โรงพยาบาลเฉพาะทาง" โดยโรงพยาบาลขนาดกลางจะหันมาทำตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Niche Market) เช่น ศูนย์โรคกระดูก, จักษุ, หรือศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) เพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่างและคืนทุนได้เร็วกว่าการทำโรงพยาบาลทั่วไป

ไม่เพียงเท่านี้ เชื่อว่าอาจได้เห็นการรวมกลุ่มและพันธมิตร (Consolidation) เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่มหาศาล จะทำให้เกิดการควบรวมกิจการหรือการเป็นพันธมิตรระหว่างกลุ่มโรงพยาบาลใหญ่กับโรงพยาบาลท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและระบบการส่งต่อคนไข้

และนั่นจะทำให้ หลังจากปี 2570 เป็นต้นไป ภาพอนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วย "4D" ที่สำคัญ ได้แก่ Demographics (สังคมผู้สูงวัยขั้นสุด) โดยในปี 2578 ไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) โรงพยาบาลจะเปลี่ยนรูปแบบเป็น "Wellness & Residence" ที่ผสมผสานที่พักอาศัยกับการดูแลทางการแพทย์เข้าด้วยกัน
ถัดมาคือ Digitalization (สุขภาพในมือถือ) โดย Telemedicine จะไม่ใช่แค่การคุยผ่านวิดีโอ แต่จะรวมถึงอุปกรณ์ Wearables ที่ส่งข้อมูลสุขภาพแบบ Real-time เข้าสู่ระบบ AI ของโรงพยาบาลเพื่อป้องกันโรคก่อนเกิดเหตุ (Pre-emptive Medicine) รวมถึง Decentralization (การกระจายบริการ) หมายถึง การรักษาจะถูกดึงออกมานอกโรงพยาบาลมากขึ้น ผ่านคลินิกเครือข่าย ห้องแล็บเคลื่อนที่ และบริการส่งยาถึงบ้าน ทำให้โรงพยาบาลหลัก (Main Hub) มีไว้สำหรับเคสผ่าตัดหรือโรคซับซ้อนเท่านั้น
และท้ายสุด คือ Diagnostics (ความแม่นยำระดับยีน) การตรวจรหัสพันธุกรรม (Genomics) จะกลายเป็นบริการม


มุมมองจากต่างประเทศ

นักวิเคราะห์จาก J.P. Morgan มีมุมมองเชิงบวกต่อ BDMS โดยให้เหตุผลหลักจากการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก (Global Medical Hub) ของประเทศไทยที่ชัดเจนขึ้นในปี 2569 พวกเขามองว่าแม้จะมีปัจจัยลบชั่วคราวจากความขัดแย้งในภูมิภาคเพื่อนบ้าน (เช่น กัมพูชา หรือเมียนมาร์) แต่ฐานลูกค้าจากกลุ่มตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์และคูเวต รวมถึงกลุ่มยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงเติบโตด้วยตัวเลขสองหลัก (Double-digit growth)

นอกจากนี้ J.P. Morgan ยังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การขยายฐาน "ลูกค้าประกันสุขภาพ" ที่ BDMS ตั้งเป้าไว้ให้ถึง 40% ของรายได้ทั้งหมด นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ "เกราะป้องกันความเสี่ยง" (Safety Buffer) ที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากรายได้จากประกันมีความผันผวนต่ำกว่าลูกค้าที่จ่ายเงินสด และช่วยให้อัตรากำไร (EBITDA Margin) ทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

สุดท้าย J.P. Morgan ระบุว่าระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ของ BDMS ในปัจจุบันยังถือว่า "ไม่แพง" เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พวกเขามองว่า BDMS เป็นหุ้นประเภท "Growth at a Reasonable Price" (GARP) ที่เหมาะสำหรับนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ต้องการสะสมหุ้นไทยคุณภาพสูงในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยกำลังฟื้นตัว

โดยบทวิเคราะห์นี้ มาจาก บทวิเคราะห์ที่เผยแพร่ในช่วง พฤศจิกายน - ธันวาคม 2568 รายงาน "2026 Market Outlook" และบทวิเคราะห์กลุ่ม Healthcare ในภูมิภาคเอเชีย (Asia Pacific Healthcare Sector) โดย J.P. Morgan ระบุในรายงานแนวโน้มตลาดปี 2569 ว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศ

ด้านนักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับก้าวย่างของ BDMS ในปี 2569 ที่มุ่งเน้นธุรกิจ Non-hospital ผ่านบริษัทย่อยอย่าง N Health พวกเขามองว่าการตั้งเป้ารายได้หมื่นล้านบาทจากบริการแล็บและโลจิสติกส์การแพทย์ คือการเปิด "น่านน้ำใหม่" (New S-Curve) ที่จะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากจำนวนเตียงเพียงอย่างเดียว และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรผ่านเทคโนโลยี AI

โดยในแง่ของความยั่งยืน (ESG) นักวิเคราะห์มองว่า BDMS ได้รับคะแนนความเชื่อมั่นสูงจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติ เนื่องจากการนำนวัตกรรมมาใช้ เช่น การใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดและระบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มผลลัพธ์การรักษา (Clinical Outcomes) แต่ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว ท่ามกลางภาวะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นปัญหาทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม Morgan Stanley ยังคงให้คำแนะนำด้วยความระมัดระวัง (Neutral to Overweight) โดยมองว่าในระยะสั้นอาจมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) ในโครงการขนาดใหญ่อย่าง BDMS Silver Wellness แต่ในระยะยาว 3-5 ปี พวกเขามั่นใจว่าเครือข่ายที่มีถึง 60 โรงพยาบาล จะสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง (Structural Advantage) ที่คู่แข่งรายใหม่ยากจะสู้ได้ ทำให้ BDMS ยังคงเป็นหุ้นหลัก (Core Holding) ในพอร์ตการลงทุนที่เน้นกลุ่มสุขภาพในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley นำโดย Serena Tang (Chief Global Cross-Asset Strategist) ระบุว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ "ฟื้นตัวครั้งใหญ่" (Revival) ของหุ้นกลุ่ม Healthcare ทั่วโลกหลังจากอ่อนตัวลงมาหลายปี โดยในส่วน BDMS ถูกมองว่าเป็นหุ้นกลุ่ม "Quality Assets" ที่เข้าข่ายยุทธศาสตร์ Longevity (การมีอายุยืน) ซึ่ง Morgan Stanley ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปี 2569 โดยมองว่า BDMS Wellness Clinic และการใช้ AI ในการวิเคราะห์โรคซับซ้อน จะเป็นตัวขับเคลื่อน ROIC (Return on Invested Capital) ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม และมีการระบุชัดเจนว่า AI จะเปลี่ยนจาก "กระแส" (Hype) ไปสู่ "การใช้งานจริงที่สร้างกำไร" (Efficiency Enabler) ซึ่งสอดคล้องกับแผน Digital Transformation ของ BDMS


มุมมองโบรกเกอร์ไทย

บล.กรุงศรี เลือก BDMS เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ในกลุ่มการแพทย์ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 29.00 บาท นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรสุทธิในปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 17,372 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7% YoY) โดยจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ความได้เปรียบด้านขนาด (Scale) ที่มีจำนวนเตียงครอบคลุมทั่วประเทศ และการสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Ecosystem) ที่ครบวงจร ซึ่งช่วยดึงดูดทั้งคนไข้ไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมา รายได้คนไข้ในต่างจังหวัดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ฐานกำไรในปี 2569 เริ่มต้นด้วยความแข็งแกร่ง

ขณะที่ บล.กสิกรไทย มีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานที่ "ดีกว่าคาด" (Beat Expectations) โดยระบุว่ากำไรในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 ได้รับปัจจัยหนุนจากการบริหารจัดการต้นทุนและอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้สูงกว่าประมาณการเดิม นักวิเคราะห์มองข้ามไปยังปี 2569 ว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของคนไข้ต่างชาติกลุ่มที่ทำงานในไทย (Expat) และการเพิ่มขึ้นของคนไข้โรคซับซ้อนที่มี Margin สูง แม้จะมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้านพนักงานและการตลาดที่เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ภาพรวมรายได้ที่เติบโตมากกว่า 5% จะช่วยชดเชยต้นทุนดังกล่าวได้ทั้งหมด

ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส (Finansia Syrus) และ บล.หยวนต้า (Yuanta) ให้ราคาเป้าหมายในช่วง 31.00 - 31.60 บาท โดยมองว่าประเด็นความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่เคยกระทบกลุ่มผู้ป่วยกัมพูชาเริ่มผ่อนคลายลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวก (Catalyst) สำคัญให้คนไข้กลุ่มนี้กลับมาใช้บริการมากขึ้นในปี 2569 นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ถึง "Sentiment เชิงบวก" จากนโยบายการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง ซึ่งจะช่วยพยุงราคาหุ้นในช่วงที่ตลาดผันผวน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงเห็นตรงกันว่า BDMS คือทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนที่ต้องการการเติบโตของกำไรที่จับต้องได้และเงินปันผลที่มั่นคง

จับตาการฟื้นตัวธุรกิจโรงพยาบาล

จากข้อมูลข้างต้นทิศทางอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนไทย น่าจะสรุปได้ว่า นับจากปี 2569 คือการปรับเปลี่ยนจาก "การรักษา" (Cure) ไปสู่ "ความยั่งยืนของสุขภาพ" (Care & Longevity) ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การรักษาคนป่วยให้หาย แต่อยู่ที่การรักษาคนสุขภาพดีไม่ให้ป่วย และการนำเทคโนโลยีมาลดต้นทุนในขณะที่ผลการรักษาดีขึ้น ดังนั้นใครที่สามารถสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ที่ครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของมนุษย์ได้ คือผู้ที่จะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิสุขภาพยุคใหม่

โดยมีคาดการณ์ว่าตลาดสุขภาพไทยจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 5.3% ไปจนถึงปี 2573 โดยมีมูลค่าแตะระดับ 8.8 แสนล้านบาท และนั่นทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า BDMS จะเป็นหนึ่งที่คว้าเม็ดเงินก้อนนี้


กำลังโหลดความคิดเห็น