นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในเดือนธ.ค. 68 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 44.2 ซึ่งมุมมองของผู้ประกอบการต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ ยังเห็นว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้โดดเด่น หรือกระเตื้องขึ้นมากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะมีการประกาศยุบสภา และการเตรียมการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศในเดือนก.พ. 69 จึงทำให้ผู้ประกอบการยังรอดูความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล และแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ตลอดจนงบประมาณใหม่ที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดัชนีเชื่อมั่นหอฯ ธ.ค.ฟื้นชั่วคราว ศก.ไม่โดดเด่น ภาคธุรกิจรอลุ้นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่
โดยในเดือนธ.ค.นี้ พบว่าการลงทุนภาคเอกชนยังไม่เห็นความชัดเจนนัก ทั้งในส่วนของการลงทุนใหม่ และขยายการลงทุนเพิ่ม ขณะที่ภาวะการค้าและการบริโภค มีสัญญาณชะลอตัว แต่การท่องเที่ยวปรับดีขึ้น เป็นผลจากการออกมาเฉลิมฉลองช่วงส่งท้ายปี ขณะที่ภาคเกษตรยังทรงตัว
"การที่ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้า เดือน ธ.ค.ปรับเพิ่มขึ้น 0.2 จุด มาอยู่ที่ 44.2 นั้น เป็นการฟื้นตัวชั่วคราว เนื่องจากมีความหวังว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่ สัญญาณต่าง ๆ อาจจะดีขึ้น ซึ่งต้องติดตามต่อในเดือนม.ค.นี้ ซึ่งเป็นภาวะที่ไร้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงสุญญากาศ รอการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ คงต้องรอดูว่าแนวโน้มของภาคส่วนต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร" นายวชิร ระบุ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 45.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 45.1
- ภาคกลาง อยู่ที่ 44.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 44.0
- ภาคตะวันออก อยู่ที่ 49.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 48.6
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 41.9 ลดลงจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 42.0
- ภาคเหนือ อยู่ที่ 45.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 44.8
- ภาคใต้ อยู่ที่ 43.7 ทรงตัวจากเดือนพ.ย.
ปัจจัยด้านบวก ได้แก่
- คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี
- สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้จัดการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ. 69 ส่งผลให้บรรยากาศในการหาเสียงคึกคักทั่วประเทศ
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้นทันที ซึ่งเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-31 ธ.ค. 68
- มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนาค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยสามารถใช้สิทธิได้ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น
- การส่งออกของไทยเดือน พ.ย. 68 ขยายตัว 7.05% มูลค่าอยู่ที่ 27,445 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 17.58% มีมูลค่าอยู่ที่ 30,172 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 2,726 ล้านดอลลาร์
- ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 ในประเทศปรับตัวลดลงประมาณ 0.50 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 30.98 และ 31.35 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงทรงตัวจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 30.94 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 68
- SET Index เดือน ธ.ค. 68 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.98 จุด จาก 1,256.69 ณ สิ้นเดือน พ.ย. 68 เป็น 1,259.67 ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 68 เนื่องจากนโยบายการเงินผ่อนคลายของกนง. ที่ลดดอกเบี้ย 0.25%
ปัจจัยด้านลบ ได้แก่
- สถานการณ์เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงทาให้บรรยากาศการจับจ่ายของประชาชนยังไม่คึกคัก เนื่องจากรายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
- สถานการณ์อุทกภัยในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลกระทบต่อภาคบริการและการเกษตรจากการปิดการให้บริการของร้านค้าการเดินทางขนส่งที่ไม่สะดวก และภาคเกษตรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ
- สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย-กัมพูชา ที่ยังคงเฝ้าระวังการเกิดเหตุรุนแรงจากฝั่งตรงข้ามบริเวณตามแนวเขตชายแดน ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวและการเตรียมตัวอพยพของประชาชน รวมถึงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ที่ต้องหยุดชะงักบริเวณพื้นที่ชายแดน
- เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 32.398 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน พ.ย. 68 เป็น 31.545 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 68 ทำให้มีความกังวลว่าจะส่งกระทบในเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
- ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาส
- ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้
- ปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงสูงขึ้น
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ที่อาจส่งผลความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับแนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ได้แก่
1. มาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา รวมทั้งการบริหารจัดการการค้าชายแดน
2. หาแนวทางป้องกันและรับมือกับอุทกภัยที่มีโอกาสในการเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อลดความเสียหายให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ
3. สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ
4. พัฒนาทักษะแรงงานโดยเฉพาะทางด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้มีความรู้เท่าทันและปรับตัวในอนาคต
5. แนวทางเร่งแก้ปัญหาหนี้ในระบบและนอกระบบ รวมทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
6. การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
7. เร่งส่งเสริมระบบขนส่งมวลชน ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ อย่างเป็นระบบ



