xs
xsm
sm
md
lg

บิทคอยน์ปี 2569 ชี้ชะตาซูเปอร์ไซเคิลหรือฟองสบู่ หลังวัฏจักร 4 ปีพังราบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตลาด Bitcoin-คริปโตหลังจบวัฏจักร 4 ปี เข้าสู่จุดชี้ชะตา กูรูแตกเป็นสองขั้ว ระหว่าง “ซูเปอร์ไซเคิล” กับ “ฟองสบู่ใหม่” สหรัฐเร่งเปิดเกมนวัตกรรมการเงิน หนุนเงินไหลเข้าออนเชน Stablecoin-Tokenization ดันสภาพคล่องพุ่ง แต่โมเดลกู้เงินซื้อ Bitcoin ของเอกชน เสี่ยงลามตลาดทุน จับตา MSTR ตัวแปรอันตรายระดับระบบปี 2569 ไม่ใช่ปีของทุกเหรียญแต่คือปีของผู้รอดและผู้ร่วง

ปี 2569 กลายเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของตลาดบิทคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลัง “วัฏจักร 4 ปี” ที่เคยใช้เป็นเข็มทิศนำทางนักลงทุน เริ่มส่งสัญญาณใช้การไม่ได้อีกต่อไป ท่ามกลางแรงกระเพื่อมจากสถาบันการเงิน นโยบายรัฐ และนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ ที่กำลังเขย่าโครงสร้างตลาดอย่างลึกถึงแกน

ข้อมูลจากหลายแหล่งและการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญในแวดวง สะท้อนภาพเดียวกันว่า ตลาดคริปโตกำลัง “เลือกทาง” ระหว่างการเข้าสู่ยุคซูเปอร์วัฏจักร (Super Cycle) ที่ราคา Bitcoin อาจพุ่งยาวหลายปี หรือการกลายเป็นตัวจุดชนวนวิกฤตลูกใหม่ ที่ลุกลามจากสินทรัพย์ดิจิทัลไปยังตลาดทุนโลก

วัฏจักรเดิมพัง ตลาดไม่เดินตามตำรา

ตามทฤษฎีเดิม ช่วงปลายปี 2568 หลัง Bitcoin Halving ในปี 2567 ควรเป็นขาขึ้นรอบสุดท้ายที่ร้อนแรงที่สุดของวัฏจักร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ตลาดคริปโตเผชิญแรงเทขายรุนแรงในช่วง ต.ค.-ธ.ค. 2568 มูลค่าตลาดหายไปเฉียด 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 3 เดือน

แรงขายหลักมาจากกองทุนและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ถือครองระยะยาวที่เลือก “ล็อกกำไร” กดดันราคาบิทคอยน์จากจุดสูงสุดราว 126,000 ดอลลาร์ ร่วงลงแตะระดับ 86,000 ดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดของปี แทนที่จะทุบสถิติใหม่ตามตำราเก่า

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ต้นปี 2569 ภาพกลับพลิกอีกครั้ง ราคา Bitcoin ดีดกลับเหนือ 91,000 ดอลลาร์ ขณะที่เงินจากสถาบันไหลกลับเข้าสู่ Bitcoin ETF ภายในวันเดียวกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า “ผู้เล่นรายใหญ่” ยังไม่ถอยออกจากโต๊ะ หากแต่กำลังชั่งน้ำหนักว่า นี่คือช่วงสะสมของตลาดหมี หรือจุดตั้งต้นของซูเปอร์วัฏจักรใหม่

ฝั่งเชื่อ “ซูเปอร์วัฏจักร” กำลังเริ่ม

กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ BinanceTH by Gulf Binance มองว่า โครงสร้างตลาดรอบนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตัวแปรสำคัญไม่ใช่รายย่อย แต่คือ “นักลงทุนสถาบัน” ที่ผลักดันราคาให้ขึ้นเร็วและแรงตั้งแต่ต้นรอบ อย่างไรก็ดี สิ่งที่หายไปในรอบนี้ คือแรงซื้อต่อจากรายย่อย “พูดง่าย ๆ คือ ไม่มีคนมารับของจากรายใหญ่” จึงทำให้ราคาขึ้นได้ไม่สุดเหมือนรอบก่อน

แต่สิ่งที่เปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง คือ 5 เทรนด์ใหญ่

หนึ่ง การยอมรับจากสถาบันการเงินกระแสหลัก การเติบโตของ Bitcoin ETF เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เทียบชั้นทองคำ การเข้ามาของยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock, Fidelity และธนาคารระดับโลก ทำให้คริปโตไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่ผสานเข้ากับระบบการเงินดั้งเดิม (TradFi)

สอง ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ สหรัฐภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณหนุนคริปโต ขณะที่ยุโรปผลักดันกฎหมาย MiCA ส่วนไทยเองโดดเด่นด้านการกำกับและแรงจูงใจ เช่น การยกเว้นภาษีคริปโต และการพัฒนากรอบใช้งานที่ปลอดภัย

สาม การเติบโตของ Stablecoin และ Cross-border Payment ซึ่งลดต้นทุนและเวลาโอนเงิน บริษัทระดับโลกอย่าง PayPal, Visa และ Mastercard ต่างเร่งเข้าสู่สนามนี้

สี่ การ Tokenization ของสินทรัพย์โลกจริง ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ตราสารหนี้ ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือก ทำให้ตลาดเปิด 24 ชั่วโมง และลดกำแพงเงินลงทุน

ห้า ปัจจัยมหภาค หากสหรัฐเปลี่ยนนโยบายจากดูดสภาพคล่อง (QT) กลับสู่อัดฉีด (QE) เงินจะไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“วัฏจักร 4 ปี อาจไม่ใช่กรอบเดิมอีกต่อไป เพราะตลาดกำลังเคลื่อนไหวคล้ายตลาดหุ้นมากขึ้น” กร ระบุ

Stablecoin เงินใหม่ที่ FED คุมไม่หมด

นายภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ Senior Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล ชี้ว่า ปี 2569 จะเป็นปีของ Stablecoin อย่างแท้จริง เพราะคือเครื่องมืออัดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบออนเชนโดยตรง ซึ่งภายใต้กฎหมาย Genius Act ของสหรัฐ เอกชนสามารถออก Stablecoin ได้ โดยต้องถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นหลักประกัน นั่นหมายความว่า “การสร้างเงิน” ไม่ได้อยู่ในมือ FED เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

ขณะที่ปัจจุบัน Stablecoin ถูกสร้างขึ้นแล้วราว 3 แสนล้านดอลลาร์ และทั้งหมดเคลื่อนย้ายบนบล็อกเชนด้วยต้นทุนต่ำอย่างมหาศาล คำถามคือ เงินเหล่านี้จะไหลไปไหน

ระเบิดเวลาชื่อ MSTR

ในอีกด้าน ความเสี่ยงกลับเพิ่มขึ้นในระดับระบบ อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้ง FWX.finance เตือนว่า รอบนี้อาจอันตรายกว่าทุกครั้ง เพราะสถาบันการเงินเข้ามา “กู้เงินเล่นคริปโต” ซึ่งบริษัทที่ถูกจับตาหนักที่สุด คือ MicroStrategy (MSTR) หรือ Strategy ที่กู้เงินผ่านหุ้นกู้ดอกเบี้ยสูงกว่า 10% เพื่อนำมาซื้อบิทคอยน์ต่อเนื่อง หากบิทคอยน์ร่วง 40–70% แบบรอบก่อน คำถามคือ "จะเอาเงินจากไหนจ่ายเจ้าหนี้?"

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ให้กู้ไม่ใช่รายย่อย แต่คือบริษัทประกัน Money Market และสถาบันการเงินดั้งเดิม หากโมเดลนี้ “แตก” จะลากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นลงมาพร้อมกัน

ปัจจุบัน MSTR ถือครองกว่า 670,000 BTC ขณะที่ MSCI อยู่ระหว่างพิจารณาสถานะบริษัท โดยมีเส้นตัดสินวันที่ 15 มกราคม 2569 หากเกิดการถอดออกจากดัชนี และถูกบังคับขายบิทคอยน์แรงกระแทกอาจสั่นทั้งตลาดโลก

ปีแห่งการคัดเลือก ไม่ใช่โตทั้งกระดาน

ท้ายที่สุด กูรูเห็นตรงกันว่า ปี 2569 จะไม่ใช่ปีที่เหรียญทุกตัวขึ้นพร้อมกัน เงินจะไม่ไหลจากบิทคอยน์ไปสู่ Altcoin แบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นยุคของ “การคัดเลือกเชิงคุณภาพ” เฉพาะโครงการที่ใช้งานได้จริง โมเดลชัด และสอดคล้องกติกาโลกใหม่เท่านั้นที่จะรอดคริปโตปีม้า จึงไม่ใช่แค่ปีแห่งโอกาส แต่คือปีแห่งการตัดสินว่า ใครจะอยู่บนยอดคลื่นและใครจะจมหายไปพร้อมฟองอากาศยุคใหม่