ออสเตรีย กับ อิหร่าน จูงมือกันเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก 2026 หลังเสมอกันอย่างดุเดือด 3-3 ที่เมืองแคนซัส ซิตี วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน เขี่ย อิหร่าน ตกรอบแรก
แอลจีเรีย ดูเหมือนพอใจผลเสมอ 2-2 เคาะบอลฆ่าเวลาช่วงท้าย กระทั่งนาที 90+3 ริยาด มาห์เรซ กัปตันทีม หลุดกับดักล้ำหน้าแล้วยิงด้วยขวา ขึ้นนำ 3-2 อย่างไรก็ตาม ซาซ่า คาไลจ์ซิช สวมบทอัศวินขี่ม้าขาว โหม่งตีเสมอ 3-3 นาที 90+5
ออสเตรีย ขึ้นนำ 1-0 และ 2-1 ด้วยประตูของ มาร์โก อาร์เนาโตวิช กับ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ นาที 28 กับ 55 ตามลำดับ เก็บเพิ่มเป็น 4 แต้ม จาก 3 นัด จบอันดับ 2 ของกลุ่ม J ตามหลัง อาร์เจนตินา เข้ารอบน็อกเอาท์ครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1982 พบ สเปน ที่มหานคร ลอส แองเจลิส
ขณะที่ แอลจีเรีย ตามตีเสมอ 2 ครั้ง จาก ราฟิก เบลกาลี นาที 45 และ มาห์เรซ นาที 60 กลายเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาทีมที่ 9 จาก 10 ทีม เข้ารอบน็อกเอาท์ พบ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เมืองแวนคูเวอร์
ตามเงื่อนไข อิหร่าน จะเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย ด้วยโควตา 8 ทีมอันดับ 3 ดีสุดเทียบกับแต่ละสาย กรณี ออสเตรีย หรือ แอลจีเรีย ชนะ
ผลอีกคู่หนึ่ง อาร์เจนตินา รักษาสถิติ 100 เปอร์เซ็นต์ เอาชนะ จอร์แดน 3-1 จบอันดับ 1 ของสาย มี 9 แต้ม จาก 3 นัด
เแชมป์โลก 3 สมัย นำห่าง 2-0 ครึ่งแรก จิโอวานี โล เซลโซ ยิงฟรีคิกเสียบสามเหลี่ยม นาที 19 และ เลาตาโร มาร์ติเนซ สังหารจุดโทษ นาที 31 เริ่มครึ่งหลัง จอร์แดน สู้ด้วยศักดิ์ศรี และได้รางวัลตอบแทนนาที 55 จาก มูซา อัล ทามารี นาที 55
จากนั้น ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีม ลงสนามเป็นสำรอง นาที 60 ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้อง ยิงฟรีคิกตอกฝาโลงนาที 80 นับเป็นประตูที่ 6 ของทัวร์นาเมนต์ นำห่างผู้ท้าชิง "รองเท้าทองคำ" 2 ลูก และยืดสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลเป็น 19 ลูก


