xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อทีมชาติไม่ได้วัดกันที่ฝีมือ / คอลัมน์ “Final Whistle" โดย "ผู้เล่นคนที่ 12"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ “Final Whistle" โดย "ผู้เล่นคนที่ 12"

ตะกร้อกีฬาพื้นบ้านยอดฮิตของชาติอาเซียน และยังเป็นกีฬาพื้นบ้านที่มีการชิงชัยในเอเชียนเกมส์ ตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปัจจุบัน

การที่กีฬาตะกร้อบรรจุในเอเชียนเกมส์ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีในตอนนั้น ทำให้กีฬาชนิดนี้จะได้รู้จักในวงกว้าง เพียงแต่ว่าความห่างชั้น ความเหลื่อมล้ำ ของชาติที่เล่นกีฬาตะกร้อมันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ หรือ อินเดีย ก็ยังสู้ ไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม ไม่ได้แม้แต่น้อย

ทำให้การแข่งขันทุกรายการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ในนามทีมชาติ เราจะเห็นประเภททีมชาย ไทย ชิงกับ มาเลเซีย และทีมหญิงในช่วงหลังเป็น ไทย กับ เวียดนาม

ในขณะเดียวกัน กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ มีหลักเกณฑ์เงินรางวัลอัดฉีดให้นักกีฬา ซึ่งกีฬาตะกร้อก็ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กองทุนฯ ทุกอย่างผลักดันให้มีทั้ง ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์ และ ชิงแชมป์โลก แต่ไม่ว่าจะรายการอะไร ทีมชาติไทยก็จะเข้าชิงชนะเลิศได้ทุกครั้ง

เมื่อความเข้มข้นระดับนานาชาติไม่ได้สูงไปกว่าความสามารถของนักกีฬาไทย ทำให้นักกีฬาทีมชาติที่สมาคมคัดเลือกมาจึงไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดของประเทศ เพียงแต่ขอให้เป็นนักกีฬาที่ดี อยู่ในระบบระเบียบ ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังคำพูดผู้จัดการทีม หรือ โค้ช เพียงเท่านี้ก็อยู่ได้

ส่วนนักกีฬาคนไหนมีปัญหากับผู้จัดการทีม โค้ช หรือ เพื่อนร่วมทีม ก็อาจจะต้องเก็บกระเป๋าออกจากแคมป์ ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะ

ปัญหาดราม่าไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง แต่อยู่ที่เงินรางวัลอัดฉีดที่มากถึงหลักล้าน กับการแข่งขันที่จะต้องเน้นๆมีเพียงรอบชิงชนะเลิศเพียง 1 แมตช์

ปัจจุบันเงินรางวัลของตะกร้อเอาแค่เหรียญทอง ซีเกมส์แข่งทุกๆ 2 ปี ได้ 3 แสนบาท, เอเชียนเกมส์แข่งทุกๆ 4 ปี ได้ 2 ล้านบาท และ ชิงแชมป์โลก “คิงส์คัพ” แข่งทุกปี ได้ 1 ล้านบาท นี่คือรายได้ขั้นต่ำของนักกีฬาที่มีความประพฤติดีติดทีมชาติสม่ำเสมอ

ตะกร้อกีฬาพื้นบ้านเงินอัดฉีดสูงเพราะอยู่ในกฏเกณฑ์ที่ถูกต้องของกองทุนฯ แต่ศักยภาพของประเทศที่ร่วมแข่งกลับดูไม่สมเหตุสมผลกับเงินรางวัล

การแข่งขันในระดับอาเซียนไทยต้องสู้กับมาเลเซีย ขยับมาเป็นระดับทวีปก็ยังเป็นมาเลเซีย ส่วนระดับโลกก็มาเลเซีย ซึ่งต่างจากกีฬาอื่นๆ ที่เมื่อขยับไประดับทวีปมี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือ ชาติอาหรับ พอขยับไประดับโลกมีชาติจากยุโรป, อเมริกา ที่จะต้องฝ่าฟัน ฉะนั้นความยากง่ายจึงแตกต่างกัน

ยกตัวอย่าง “น้องเทนนิส-พาณิภัค“ แข่งซีเกมส์ชิงกับเวียดนาม ขยับมาเอเชียนเกมส์ชิงกับจีน ส่วนระดับโลกก็มีชาติจากยุโรปมาท้าชิง เงินรางวัลที่ได้มา จึงคุ้มค่ากับความยากลำบาก ต่างจากตะกร้อที่ทุกรายการเป็น ไทย-มาเลเซีย ตลอดกาล แต่เงินรางวัลกลับมีมูลค่ามากตามทัวร์นาเม้น

จริงๆ ไม่ผิดที่ตะกร้อจะได้รับเงินรางวัลขนาดนั้น เพราะตามเกณฑ์กองทุนฯ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งกองทุนฯเกิดอยากปรับเกณฑ์รางวัลตามประเภทกีฬาและความยากง่ายขึ้นมา ตะกร้อ อาจจะจัดไปอยู่ในโหมดกีฬาพื้นบ้าน เงินรางวัลอาจจะลดลง

แต่หากว่าวันดีคืนดีเอเชียนเกมส์ไม่บรรจุกีฬาตะกร้อ วันนั้นแหละถือว่าหายนะ เพราะเงินรางวัลจะลดฮวบหายไปเยอะมาก เอาที่แน่ๆ ระดับต้นน้ำอย่างอาเซียนสกูลเกมส์ ยังถอดกีฬาตะกร้อออกจากกีฬาบังคับแล้ว เท่ากับว่าระดับนักเรียนอาเซียนยังไม่เห็นความสำคัญของกีฬาตะกร้อ แบบนี้อนาคตน่าจะอยู่ยาก

ที่ปัจจุบันตะกร้อยังโลดแล่นได้ทุกวันนี้ก็เพราะสิ่งที่ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ ได้สร้าง และผลักดันเอาไว้ ให้นักกีฬาและคนในวงการได้อยู่ดีกินดี เพียงแต่มีบางคนที่เอาความสำเร็จของนักกีฬามาเป็นช่องว่างในการหากิน ตั้งเงื่อนไขขึ้นมา ต่างๆนานา หากนักกีฬายอมทำตามก็ได้เข้าแคมป์แน่นอน

ในเมื่อสมาคมเป็นใหญ่ที่สุดในการชี้ชะตาว่าใครจะได้ติดทีมชาติ แล้วนักกีฬาคนไหนเคยมีปัญหากับสมาคมไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ซึ่งก็ดูแล้วมีเรื่องเดียวคือเงินรางวัลหรือเปล่า? สมาคมก็อาจจะมีสิทธิ์ที่ไม่เอานักกีฬาเข้าแคมป์ก็เป็นได้ หากประเมินแล้วว่าทีมที่มีอยู่ตอนนี้สามารถคว้าเหรียญทองได้

ถ้าพูดตามหลักความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชน คือคนธรรมดาทั่วไปที่ยังมีกิเลสหนาแน่น (ความโลภ โกรธ หลง) ยังไม่บรรลุเป็นพระอริยบุคคลปุถุชนมักดำเนินชีวิตตามอารมณ์ ความอยาก และความต้องการ กับเงินขั้นต่ำจำนวน 2 ล้านบาท ในการเล่นแบบซีเรียสเพียง 1 นัดรอบชิงนะเลิศ ใครบ้างจะไม่เอา จริงไหม?

ฉะนั้นเรื่องดราม่าว่านักกีฬาคนนี้ทำไมถึงติดทีมชาติ แล้วทำไมนักกีฬาคนนี้ไม่ติดทีมชาติ ก็จงไปดูก่อนว่าภูมิหลังของแต่ละคนเป็นอย่างไร

สมมตินะว่ากีฬาตะกร้อมีการแข่งขันในระดับนานาชาติที่สูงมาก ทั้งยุโรป เอเชีย อเมริกา เล่นกันแบบเอาจริงเอาจัง ถึงตอนนั้นเราก็จะได้เห็นนักกีฬาที่เก่งจริงๆติดธงไทย

เพียงแต่ตอนนี้การแข่งขันระดับนานาชาติมันไม่ได้สูง แต่มาตรฐานของนักกีฬาไทยดันสูงกว่าไปแล้ว ทำให้การเลือกตัวทีมชาติอาจจะไม่ได้วัดกันที่ฝีมือก็เป็นได้