กระแสโซเชียลฮือต้าน หลังมีข่าวอนุญาตให้ส่งตัวผู้ป่วยชาวกัมพูชาเข้ามารักษาในไทยได้ ด้าน“กองกำลังบูรพา”แจง รับเฉพาะผู้ป่วยไทยที่อยู่ในกัมพูชาเท่านั้น ยกเว้นเคลื่อนย้ายมาทางเครื่องบิน ขณะที่ “อ.ปานเทพ” ชี้ การเดินตามกรอบ MOU 43 ซึ่งใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000 อาจส่งผลให้เขมรเข้ามาปักเขตแดนหลังแนวรั้วหรือแนวตู้คอนเทนเนอร์ที่เจ้าหน้าที่ไทยวางไว้ และอาจทำให้ไทยต้องเสียพื้นที่ 1.3 ไร่ที่ทหารไทยยึดคืนมาได้ ยอมได้ไหมถ้า“ธงชาติไทย-อนุสาวรีย์ผู้กล้า”ถูกรื้อทิ้ง พร้อมติง จะกลับไปเจรจาภายใต้ MOU 43 ถามคนไทยและทหารที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยหรือยัง ?
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากข้อตกลงในการประชุมระหว่างสำนักงานประสานงานชายแดนไทย–กัมพูชา และสำนักงานประสานงานชายแดนกัมพูชา–ไทย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ระบุชัดว่า ทั้งสองฝ่ายจะยังคงยึดบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ปี 2543 (MOU 43) เป็นกรอบในการประสานงานตามแนวชายแดนต่อไป พร้อมยืนยันการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง (Joint Statement) โดยประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้แก่คนไทยมากที่สุดก็คือข้อตกลงเรื่องการประสานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยมีข้อหนึ่งระบุว่า “ให้อำนวยความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยและการส่งกลับศพระหว่างไทย–กัมพูชา” ซึ่งทำให้ถูกตีความว่า“กัมพูชาสามารถส่งผู้ป่วยเข้ามารักษาในไทยได้” จึงเกิดการตั้งคำถามว่านี่คือการแอบช่วยเหลือเขมรทั้งที่ทหารไทยยังต้องเสี่ยงชีวิตยืนเฝ้าชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่หรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม กองกำลังบูรพาได้ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเพียงการกำหนดแนวทางการประสานงานด้านมนุษยธรรมเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยและการส่งกลับผู้เสียชีวิตระหว่างสองประเทศ โดยคนไทยที่เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตในกัมพูชา สามารถประสานเดินทางกลับเข้ามารักษาพยาบาลหรือส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยได้ ขณะที่ชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตในประเทศไทย ก็สามารถประสานเดินทางกลับไปรักษาพยาบาลหรือส่งร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาในประเทศกัมพูชาได้เช่นกัน แต่ไม่ใช่การเปิดชายแดน และ ไม่ใช่การอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยโดยเสรีแต่อย่างไร ส่วนการเดินทางเข้ารับการรักษาทางอากาศยังคงดำเนินการได้ตามกฎหมาย หากมีเอกสารครบถ้วนและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก และคณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งติดตามปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้รัฐบาลไทยยกเลิก MOU 43 แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เหตุที่มีกระแสต่อต้านจากคนไทยหากจะมีการนำผู้ป่วยชาวกัมพูชาเข้ามารักษาในไทยนั้นเนื่องจากคนไทยยังคงโกรธแค้นต่อการกระทำของกัมพูชาที่ทำต่อทหารไทยและประชาชนชาวไทย และไม่พอใจที่ชาวกัมพูชาจะใช้สวัสดิการของคนไทยในการรักษาพยาบาลเพราะปัจจุบันคนไทยที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ก็ประสบกับความยากลำบากเนื่องจากมีผู้ป่วยที่มาใช้บริการเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังวาดระแวงว่าอาจมีสายลับกัมพูชาแฝงตัวเข้ามาอีกด้วย
อาจารย์ปานเทพ ยังได้แสดงความเห็นต่อการที่ไทยและกัมพูชาจะเดินหน้าตามข้อตกลง MOU 43 ว่า เชื่อว่าคนไทยไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. ประชาชนไทยยังมีความไม่ไว้วางใจต่อการเคลื่อนไหวของกัมพูชา เนื่องจากผู้นำกัมพูชายังคงสร้างกระแสความเกลียดชังทั้งต่อรัฐบาลไทย ต่อประชาชนไทย และต่อแบรนด์สินค้าของไทย
2. ความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชาตาม MOU 43 นั้น หากจะยึดตามแนวทางของรัฐบาลที่ระบุว่า เมื่อยกเลิก MOU 44 แล้วเข้าสู่ UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982) แต่กัมพูชากลับละทิ้งแนวทางการเจรจาตามหลัก UNCLOS แล้วก้าวกระโดดไปสู่การประนอมภาคบังคับ ซึ่งเท่ากับกัมพูชาเป็นฝ่ายปิดประตูในการเจรจาทวิภาคีเอง อีกทั้งยังแสดงถึงความไม่จริงใจของกัมพูชา เมื่อกัมพูชาตัดสินใจเลือกแนวทางนี้ก็เท่ากับเป็นการปิดประตูการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบกด้วย ดังนั้นไทยจึงไม่ควรมีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบกกับกัมพูชาอีก
3. MOU 43 ยึดแผนที่มาตรา 1 ต่อ 200,000 ซึ่งจะส่งผลให้กัมพูชาขีดเส้นล้ำเข้าในฝั่งไทย เกินกว่าขอบหน้าผาซึ่งเป็นเส้นเขตแดนที่บรรพบุรุษของไทยได้สถาปนาเอาไว้ อีกทั้งน่าสังเกตว่าเหตุใดในการเจรจาเขตแดนทางทะเล กัมพูชาจึงปฏิเสธที่จะเจรจาทวิภาคี แต่ใช้การประนอมภาคบังคับซึ่งให้ประเทศที่ 3 เข้ามาแทรกแซง ขณะที่การเจรจาเขตแดนทางบก กัมพูชากลับใช้การเจรจาแบบทวิภาคี
“ ทางฝ่ายไทยจึงต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าถ้ากัมพูชาไม่มีความจริงใจในการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลให้เป็นไปตามกลไกทวิภาคี ก็ไม่ควรเริ่มการเจรจาทางบก ระหว่างนี้เราก็ยึดแถลงการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในการหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ เมื่อเดือน ธ.ค.2568 ซึ่งหมายความว่าต่างฝ่ายอยู่ตรงไหนให้ยึดตรงนั้น ไม่มีการยั่วยุ ไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังออกมามากกว่าจุดเดิมแบบที่ทหารกัมพูชาทำอยู่ในตอนนี้ อีกทั้งในแถลงการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุว่าไทย-กัมพูชาต้องเดินตาม MOU 43 ” อาจารย์ปานเทพ ระบุ
อาจารย์ปานเทพ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เรากังวลคือภายใต้ MOU 43 จะต้องเดินตามครรลองของ JBC หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ซึ่งจะมีการปักหมุดชั่วคราวในจุดที่แต่ละฝ่ายคิดว่าเป็นดินแดนของตัวเอง ก็จะมีพื้นที่ซึ่งแต่ละประเทศเห็นไม่ตรงกัน ถามว่าประเทศไทยจะยอมหรือไม่ที่กัมพูชาจะมีการปักหมุดหลังแนวหน้าผาลึกเข้ามาในแผ่นดินไทย จะยอมหหรือไม่ถ้าจะมีการปักหมุดหลังแนวรั้วลวดหนามหรือแนวตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาในพื้นที่ของไทย ซึ่งหากยอม กัมพูชาก็จะมีการรุกคืบในขั้นต่อไปทันที และจะมีคำถามว่าสิ่งต่างๆที่เราสถาปนา เช่น ป้ายเขตแดน เสาธงชาติ อนุสาวรีย์ของทหารกล้า จะต้องถูกรื้อถอนออกไปหรือไม่ หรืออาจจะเข้ามายึดพื้นที่ 13,000 ไร่ที่ทหารไทยยึดคืนมาได้ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนไทยและทหารไทยอย่างมาก
ดังนั้นหากรัฐบาลจะเจรจากับกัมพูชาภายใต้กรอบ MOU 43 ก็ต้องทำประชาพิจารณ์เพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนไทยว่าเห็นด้วยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาทหารไทยได้เสียสละเลือดเนื้อ อวัยวะ และชีวิตเพื่อทวงคืนผืนแผ่นดินไทยจากการเข้ายึดครองของกัมพูชาได้สำเร็จ ยังไม่นับประชาชนที่ต้องบาดเจ็บล้มตายจากการยิงถล่มของทหารกัมพูชา รวมถึงประชาชนที่เสียสละบริจาคข้าวของเงินทองในการจัดซื้อเครื่องใช้จำเป็นและยุทโธปกรณ์ต่างๆเพื่อสนับสนุนการปกป้องแผ่นดินไทยของเหล่าทหารกล้า
“ วันที่ 24 ก.ค.2569 เพิ่งจะครบรอบ 1 ปี เหตุทหารกัมพูชายิงจรวด BM-21 ถล่มใส่บ้านเรือนคนไทยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลายจังหวัด รัฐบาลจะมองข้ามความสูญเสียครั้งนี้แล้วกลับไปใช้ MOU 43 ที่อาจทำให้ทหารไทยต้องถอยออกจากพื้นที่ที่ใช้เลือดเนื้อและชีวิตยึดคืนมาได้อย่างนั้นหรือ รัฐบาลจะกลับไปใช้ MOU 43 ท่ามกลางการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของทหาร การเสียสละเงินทองของประชาชนเพื่อสนับสนุนทหาร รวมถึงประชาชนที่ถูกเข่นฆ่า แล้วรัฐบาลจะยืนอยู่ได้อย่างไร เป็นไปได้ที่ประชาชนอาจจจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านเรื่องนี้ อย่าลืมว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอนุทินเข้ามาได้เพราะคะแนนเสียงของประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาปกป้องประเทศจากการรุกรานของกัมพูชา แต่ถ้าสิ่งที่รัฐบาลทำเป็นไปในทางตรงกันข้าม รัฐบาลอาจไปเพราะเรื่องนี้ก็เป็นได้ ” อาจารย์ปานเทพ กล่าว


