xs
xsm
sm
md
lg

กูรูเศรษฐศาสตร์แนะ ‘อนุทิน’ใช้ 8 แนวทาง พลิกวิกฤต ‘Oil Shock’ เป็นโอกาสฟื้น ศก.ไทย!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ม.เกษตร ชี้วิกฤตน้ำมัน หรือ‘OilShock’ จากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง แนะรัฐบาลอนุทินพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เสนอ ‘8 แนวทางกอบกู้’ ปลุกความเชื่อมั่นของประชาชน ต้องกล้าประกาศรัดเข็มขัด แสดงสปิริตเพื่อชาติลดเงินเดือน‘นายกฯ-ครม.-สมาชิกรัฐสภา –หยุดใช้รถประจำตำแหน่ง-งดแต่ห้องทำงานหรู’เร่งตัดหรือชะลอโครงการรัฐที่ไม่จำเป็น นำเงินมาช่วยประชาชนติงไม่ควรออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อกองทุนน้ำมัน หากทำเจอหายนะแน่ จี้ ดึงปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% พร้อมน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางให้ประชาชนปฏิบัติเพื่อรับมือกับสงครามยืดเยื้อและอาจลุกลามสู่สงครามโลกได้!

โลกกำลังเผชิญวิกฤตการณ์น้ำมัน หรือ ‘Oil Shock’ ที่มีเหตุและปัจจัยจากสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยเพิ่มจากระดับประมาณ 67 ดอลลาร์/บาร์เรล ทะยานสูงกว่า 107 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% ภายในหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก และเหตุการณ์ยังลุกลามมีการโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกาตาร์ จึงมีการคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อน้ำมันดิบมีโอกาสแตะถึง200 ดอลลาร์/บาร์เรล

ที่สำคัญสงครามครั้งนี้เป็นการทำลายห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระยะยาว เพราะการโจมตีมีการพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติชัดเจน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญ การขนส่ง ภาคธุรกิจต่าง ๆ เกษตร อุตสาหกรรม ภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

ประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้รุนแรงเช่นกัน ภาพที่ปรากฎตามสื่อทุก ๆ วัน ทั้งการเข้าคิวรอเต็มน้ำมัน เกษตรกร เริ่มผวา ข้าว พืชผัก ผลไม้ที่ปลูกไว้รอวันตาย ราคาสินค้าที่จำเป็นขึ้นราคาแบบฉุดไม่อยู่ ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว ภาคแรงงานเริ่มกังวลจะมีการปลดแรงงานหรือไม่? แต่ก็มีข่าวปรากฎตามสื่อว่ายังมีคนบางกลุ่มได้ประโยชน์อิ่มหมีพลีมันจากราคาน้ำมัน 16,000 ล้านบาท สร้างวิกฤตให้เป็นโอกาสจากการให้เอาสต๊อกน้ำมันราคาเก่ามาขายในราคาที่เพิ่มขึ้น จริงหรือไม่?

นี่คือสิ่งที่ท้าท้ายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกุล จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในภาวะที่ประชาชนเริ่มขาดความเชื่อมั่นแล้วได้อย่างไร!



รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน เชื่อว่าจะไม่จบง่าย ๆ เพราะอิหร่านก็ไม่ยอมอยู่แล้ว ซึ่งในการโจมตีครั้งนี้มีการทำลายแหล่งพลังงาน เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันที่เรียกว่า Oil shock ขึ้นมา ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลก เข้าสู่ภาวะ สแต็กเฟลชัน( Stagflation) เศรษฐกิจถดถอย คนตกงานเยอะ ผนวกกับการเกิดภาวะเงินเฟ้อ Inflation พุ่ง จากราคาน้ำมันพุ่งทะยานสูงขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาเรล ไปถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาเรล เมื่อเทียบก่อนวันที่ 28 กพ.ที่ทรัมป์ จะเปิดศึกกับอิหร่าน

“ราคาน้ำมันสูงขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือราคาตั๋วเครื่องบินของสายการบินทั่วโลกขยับเพิ่มขึ้น เช่นแอร์เอเชียก็ปรับขึ้น ทั้งค่าธรรมเนียม น้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้นแล้ว การบินไทย ก็เพิ่มขึ้น 10-15% ราคาไข่ไก่ เพิ่มขึ้น แผงละ 10 กว่าบาท เฉลี่ยค่าครองชีพสูงขึ้น5-25% ”

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก Oil shock กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มเปราะบาง เพราะจากการที่นักศึกษา ลงสำรวจและเก็บข้อมูลในพื้นที่ กทม.ช่วง กพ.และมี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเกิดการโจมตีสหรัฐ-อิหร่าน สรุปผลการสำรวจพบว่ากลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มรากหญ้าไม่สามารถเข้าถึงนโยบายภาครัฐได้อยู่แล้ว เขาไม่มีบัตรสวัสดิการคนจน ไม่สามารถใช้คนละครึ่ง หรือคนละครึ่งพลัส เพราะไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่มีเน็ต แต่ก็ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นเหมือนกัน จึงอยากให้รัฐ หาทางช่วยคนกลุ่มนี้ก่อน และยังพบว่ากลุ่มแรงงานก่อสร้างที่เป็นแรงงานไม่มีทักษะ ประมาณ 60% ไม่ได้รับสิทธิ์สวัสดิการของรัฐ ก็ได้รับความเดือนร้อนเช่นกัน

“คนไม่มีกำลังซื้อ ราคาสินค้าก็สูงขึ้น กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท ซึ่งแรงงานที่ไม่มีทักษะ จะได้ผลกระทบมากที่สุด มีโอกาสถูกเลิกจ้างได้ง่ายรัฐบาลจึงต้องเข้ามาดูแลต่อจากกลุ่มเปราะบาง”




รศ.ดร.ชิดตะวัน บอกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนเริ่มมีอารมณ์หวั่นไหวและไม่เชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะข่าวที่มีคนบางกลุ่มได้ประโยชน์จากวิกฤตน้ำมัน แต่คนจน เกษตรกร หรือคนชั้นกลาง กำลังเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ถามว่าถ้ารัฐบาลอนุทิน ควรจะพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและสร้างความอบอุ่นให้ประชาชน โดยตัวผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและบริหารประเทศด้วยความโปร่งใส ดังนี้

แนวทางที่ 1.รัฐบาลไม่ควรออก พ.ร.ก.กู้เงินค้ำประกันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อไปใช้เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบจากการอุ้มราคาน้ำมันช่วงวิกฤตครั้งนี้ เพื่อให้ราคาน้ำมันต่ำกว่าความเป็นจริงต่อไป ล่าสุดรัฐบาลบอกว่าเห็นควรปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งวิธีการนี้นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เป็นวิธีการที่ดีที่สุด จะเห็นว่าราคาน้ำมันในยุโรป ก่อนที่จะโจมตีกันนั้น พุ่งสูงกว่าเอเชียไปกว่า 200% ขณะที่ราคาของเอเชีย ค่าเฉลี่ยอยู่แค่ 80% เท่านั้น

“ยุโรป จะไม่เอาเงินของรัฐหรือเงินภาษีประชาชนมาอุดหนุนให้ราคาน้ำมันต่ำลงแต่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ยุโรปเชื่อว่าถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้น คนจะใช้น้อยลง ซึ่งจะดีต่อสิ่งแวดล้อม ต่อทรัพยากรของโลก”

ขณะเดียวกันมีนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักบอกว่า ถ้ารัฐบาลจะออกพ.ร.ก.เงินกู้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะบางประเทศก็มีหนี้สาธารณะสูงกว่าประเทศไทย เขาก็ยังออก พ.ร.ก.เงินกู้มาแก้ปัญหาได้ ซึ่งประเทศไทยคาดหนี้สาธารณะต่อ GDP ไทย จะเกินเพดานที่ 70% ในปี 2570 และหนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวนประมาณ 12.45 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 66.1% ของ GDP โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ภายในประเทศสูงถึง 97.25% และอีก 2.75% เป็นหนี้ต่างประเทศ

“ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนตัวเห็นว่าการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ไม่ควรทำ เพราะราคาน้ำมันพุ่งสูงมาก การที่จะไปเอา พ.ร.ก.มาพยุงน้ำมัน เรียกว่าหายนะเลย ปัจจุบันรายจ่ายภาครัฐสูงกว่ารายได้ในการจัดเก็บ รัฐตั้งงบขาดดุลปีละเกือบ 9 แสนล้านบาท และมองให้ลึกไทยไม่เหมือนญี่ปุ่น ไม่เหมือนอเมริกา การใช้จ่ายภาครัฐของเขาเป็นไปอย่างโปร่งใส และเกิดประโยชน์ สูงสุด”

อีกทั้งไม่ควรออก พ.ร.ก.เงินกู้ เนื่องจากเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชั่นอยู่ในระดับวิกฤต จากผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2568 ล่าสุดระบุว่าประเทศไทยมีความโปร่งใสลดลง โดยได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนน ร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นอันดับที่ต่ำสุดในรอบ 19 ปี สะท้อนวิกฤตคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้นและอันดับต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม ลาว และมาเลเซีย

“อาจจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย หากไปกู้เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งเรามีวิกฤติทางการคลังอยู่แล้ว จะเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตไปกันอีก ข้อเท็จจริงรัฐควรไปลดงบที่ฟุ่มเฟือย ที่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่มีความซับซ้อน ก็จะทำให้เหลืองบประมาณ ที่สามารถไปอุดหนุนราคาสินค้า ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป และไม่ทำให้ ประชาชน เดือดร้อนเกินไป”

ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลและประชาชนต้องตะหนัก การนำเงินภาษีไปพยุง เพื่อตรึงราคาน้ำมัน ก็จะมีต้นทุนทางการคลัง คือภาษีที่ต้องจัดเก็บสูงในอนาคตนั่นเอง

รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แนวทางที่ 2.รัฐบาลควรยกเลิก หรือชะลอ โครงการที่ยังไม่มีการเซ็นสัญญา หรือเซ็นแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร หรือโครงการที่ยังไม่จำเป็น แล้วดึงงบประมาณตรงนั้นมาบริหารจัดการใหม่เพื่อนำเงินเหล่านี้ไปช่วยเหลือประชาชน นำไปช่วยพยุงราคาสินค้า ที่จำเป็นให้อยู่ระดับที่ใกล้เคียงกับราคาเดิมได้ ประชาชน ก็จะได้รับผลกระทบน้อยลง

“งบที่ให้กับ ส.ส.มีผู้ช่วยถึง 8 คน ก็ควรเหลือให้น้อยลงอาจจะแค่คนเดียวหรือเท่าไหร่ หรือในกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็ไปพิจารณาลดจำนวน เพื่อลดค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาหรือผู้ช่วย ล้วนเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น นำเงินตรงนี้ไปช่วยพยุงประชาชนก่อนจะเหมาะสมกว่า”

รวมถึงกรณีบำนาญของ ส.ส.นั่นไม่ได้ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ภาครัฐและเอกชนดำเนินการมีการจ่ายเงินสมทบทั้งคนทำงาน นายจ้าง และรัฐ แต่ปัญหาอยู่ที่การออกจากการเป็นส.ส ไปแล้ว แม้เป็นเพียงปีเศษก็ยังได้เงินบำนาญที่สูงเกินไปจึงไม่เหมาะสม ดังนั้นสิ่งที่ควรพิจารณาก็อาจจะอิงจากกองทุนประกันสังคม และมีการจ่ายที่ใกล้เคียงกันก็ได้เพราะหากยังคงรูปแบบเดิมจะต้องใช้งบประมาณรัฐ ไปอุ้มไว้สูงมาก

แนวทางที่ 3.นายกฯอนุทิน ครม. ผู้ช่วยรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาต้องรัดเข็มขัด เป็นแบบอย่างให้ประชาชน เหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ประกาศไม่รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง พร้อมมาตรการรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ จากการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งนี้

“นายกฯชารีฟ ครม.ระดับกลาง-ท้องถิ่น ไม่รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน สมาชิกรัฐสภา ลดเงินเดือน 25% ลดโควตาน้ำมันสำหรับรถยนต์หลวงลงครึ่งหนึ่ง”

รศ.ดร.ชิดตะวัน ระบุว่า นี่คือการรัดเข็มขัดและการแสดงสปิริตของผู้นำประเทศยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ประชาชน ขณะที่นายกฯอนุทิน ครม. บอกให้ประชาชนประหยัด แต่พวกเขายังมีรถประจำตำแหน่ง ใช้น้ำมันมากมาย ล้วนมาจากภาษีของประชาชน ซึ่งเรื่องนี้หากนายกฯอนุทิน ประกาศมาตรการรัดเข็มขัด ยอมลดเงินเดือน ก็จะเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนได้เช่นกัน

“บรรดาห้องนายกฯ ห้องรัฐมนตรีที่จะเข้ารับตำแหน่ง ก็ไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ แอร์ใหม่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่รับเงินเดือนและลดเงินเดือน สมาชิกรัฐสภายอมลดด้วย จะทำให้ประชาชนมองเห็นได้ว่าบรรดาผู้บริหารประเทศ ก็ไม่ได้ลั้นลา หรือฟุ่มเฟือยอะไร แต่กลับรัดเข็มขัดในยามวิกฤตเพื่อใช้ภาษีประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าผู้นำประเทศแบกรับปัญหาไปด้วยกันเพราะขณะที่ประชาชนหาน้ำมันเติมไม่ได้ นายกฯและครม.ไม่ควรใช้รถประจำตำแหน่งเพราะค่าน้ำมันมาจากเงินภาษีประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้ ประชาชนรับรู้ได้ว่าเมื่อประชาชนหาน้ำมันไม่ได้ นายกฯก็พร้อมทำเพื่อประชาชน อารมณ์โกรธก็จะเบาบางลงและสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลได้ด้วย

ทว่าหากผู้บริหารประเทศ หรือคนที่เสนอตัวมาบริหารประเทศ ผู้แทนปวงชน ยังไม่ยอมเสียสละอะไร คงไม่มีทางไปตัดงบส่วนอื่นได้แน่


แนวทางที่ 4. ต้องเร่งหันมาส่งเสริมพลังงานทดแทน พลังงานสะอาดต่าง ๆ แทนการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภายนอก ต้องชี้ให้ประชาชนตะหนักว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้เราได้เรียนรู้อะไร และหากเกิดเป็นสงครามระยะยาวเราจะอยู่ได้อย่างไร

แนวทางที่ 5 ควรใช้โอกาสนี้ดึงปตท.กลับมาให้เป็นของรัฐ 100 % ปัจจุบันปตท.มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังถือหุ้น 51.38% ที่เหลือเป็นเอกชนถือหุ้น ทำให้เอกชนผู้ถือหุ้นได้ผลประโยชน์หลายทางจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศสำรวจ พบว่า มีการทุจริตคอร์รัปชันในระดับวิกฤต ในการบริหารแบบก่ำกึ่งเอกชนและรัฐ จะทำให้ประเทศชาติและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเสียประโยชน์

“การปล่อยให้ ปตท.เป็นเอกชน 100%ก็ควรนำกลับมาเป็นของชาติ (nationalize)100% แต่ถ้าปล่อยให้ปตท. เป็นของเอกชน100% รัฐบาลควรตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาใหม่เป็นกิจการของรัฐ100%”

แนวทางที่ 6.ยาและเวชภัณฑ์ ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ รัฐต้องเร่งส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถผลิตยาในประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งสมุนไพรไทยที่เป็นตำรับยาในการรักษาเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้ายาและวัตถุดิบในการผลิตยา เพราะต้องไม่ลืมว่าในช่วงโควิด ประเทศไทยโด่งดังในเรื่องฟ้าทะลายโจรรักษาโควิดได้

“รัฐต้องสนับสนุนการวิจัยพืชสมุนไพร ให้สามารถใช้ผลิตเป็นยารักษาโรคได้ ต้อง ไม่มีการทุจริต เข้ามาเกี่ยวข้อง จะลดการพึ่งพิงยาจากต่างประเทศและอาจส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศได้มาก”

แนวทางที่ 7 รัฐต้องน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพราะเราไม่รู้ว่าสงครามสหรัฐ-อิหร่านจะจบเมื่อไหร่ และหากบานปลายไปถึงสงครามโลก ในฐานะผู้นำประเทศต้องเร่งให้ประชาชนตะหนักและเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเองหากเกิดภัยที่ร้ายแรงขึ้นมา คนไทยต้องอยู่รอดได้และหลาย ๆ ประเทศต้องพึ่งพาแหล่งอาหารจากไทย

“เราต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสที่ดี เป็นโมเดลให้ต่างชาติเข้ามาศึกษา เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แค่การเกษตร แต่ครอบคลุมถึงการดำเนินการ และการใช้ชีวิต เพื่อสามารถรับมือ วิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างดี”

แนวทางที่ 8 เรื่องน้ำมันของไทยที่ส่งไปยังสปป.ลาว ผ่านด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ประชาชนมีความกังวลว่าน้ำมันเหล่านี้จะมีการเล็ดลอดหรือส่งต่อไปยังกัมพูชาได้ เพราะด่านนี้จะอยู่ใกล้เขาพระวิหารของกัมพูชา ที่เป็นพื้นที่ปะทะกับไทย และใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 3 ชั่วโมง โอกาสที่น้ำมันจะไปกัมพูชาจจึงง่าย จึงอยากให้รัฐพิจารณาเปลี่ยนเส้นทางน้ำมันที่ส่งให้สปป.ลาว ไปผ่านด่านอื่นแทน

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ในวันที่ 26มีนาคม2569  ปรับขึ้น 6บาทต่อลิตร

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี


อย่างไรก็ดี ทั้ง 8 แนวทางนั้นจะสามารถพลิกวิกฤต Oil Shock ให้เป็นโอกาสในการฟื้นเศรษฐกิจไทยและสามารถเรียกความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินได้หรือไม่? จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตา!

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j