xs
xsm
sm
md
lg

หวั่น ‘ทรัมป์’ ทำเบนซินพุ่งลิตรละ 60 บาท แถมดันราคาทองคำทะลุบาทละ 1 แสน!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐคณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต แจงวิกฤตพลังงาน จากการสู้รบและถล่มคลังน้ำมัน‘สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน’กำลังทำให้ทั่วโลกตื่นตระหนก เชื่อราคาอาจพุ่งไปถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะสหรัฐฯได้ประโยชน์จากการทำสงคราม บริษัทน้ำมันกำไรโต หากนายกฯ อนุทินSupply น้ำมันไว้ไม่เพียงพอ
อาจได้เห็นเบนซินไปถึงลิตรละ 45- 60 บาท อีกทั้งเผชิญภาวะเงินเฟ้อCost-PushInflation สินค้าแพง กำลังซื้ออ่อนแอ‘คนจนยิ่งจนลง-SMEเจ๊ง’ หวั่นอาชญากรรม-ยาเสพติด ระบาด จับตาทองคำพุ่งไปถึงบาทละ1 แสนจากทรัมป์ปั่นกระแสจะใช้ 1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 4,000ดอลลาร์!


แม้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะพยายามประคองวิกฤต ‘น้ำมัน’ ที่พุ่งขึ้นจากเหตุการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่าง ‘สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน’ มีการถล่มคลังน้ำมัน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) การทำลายแหล่งผลิตLNG รายใหญ่ที่กาตาร์ และอื่น ๆ ล้วนส่งผลให้ราคาพลังงานกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดอาการตื่นตระหนกเพราะเกรงว่าน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอีกอาจไปถึงระดับ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งที่ราคาน้ำมันโลกเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ร่วงลงมาอยู่ที่ 87.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ตาม

ที่สำคัญสถานการณ์สู่รบครั้งนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน และจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ ก็ย่อมมีผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์แน่นอน!

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกทางมหาสมุทรทางเดียวของบริเวณส่วนใหญ่ของประเทศที่ส่งปิโตรเลียมออกในอ่าวเปอร์เซีย
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุว่าเมื่อราคาพลังงานขึ้นแบบนี้ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อชาวบ้าน เพราะเศรษฐกิจปากท้องครัวเรือนต้องพึ่งการค้าขาย พึ่งการขนส่ง ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 20% ของราคาขาย แต่เมื่อราคาน้ำมันขึ้นเป็นเท่าตัวต้นทุนขนส่งจะขึ้นเป็นเท่าไร และเราก็ไม่รู้ว่าสงครามจะยุติเมื่อไหร่ จากนี้ไปคงได้เห็นบรรดาพ่อค้า แม่ค้า รายเล็ก ๆ อยู่ไม่ได้

“เราคงได้เห็น ธุรกิจ SME ล้มกันไปหมดจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และยังโดนสินค้าจีนถล่มอีก จะรอดได้อย่างไร เมื่อเป็นแบบนี้ จะเกิดภาวะผูกขาดสูงขึ้น เพราะธุรกิจที่จะอยู่ได้คือรายใหญ่ ราคาสินค้าที่ถูกผูกขาด ก็จะปรับราคาขึ้นไปตามระบบของมัน”

ต้องไม่ลืมว่ารายได้ของคนไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นไปอีกจากภาวะเปลี่ยนผ่าน มีการใช้เทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาแทนแรงงานคน ตัวอย่างโรงงานผลิตยางรถยนต์ของจีนที่มาตั้งในไทย ไม่มีการใช้คนงานแม้แต่คนเดียว ส่วนที่ยังมีการจ้างงานก็จะเป็นพวกธุรกิจ SME ที่ใช้เทคโนโลยีต่ำแต่เมื่อมาเจอวิกฤตต้นทุนครั้งนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ชาวบ้านหรือแรงงานจึงมีกำลังซื้อลดลง จะส่งผลกระทบไปยังจีดีพีของประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากเราย้อนมาดูราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา และมีการคาดการณ์กันว่าอาจขยับไปถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้น รศ.ดร.ณรงค์ บอกว่ามีความเป็นไปได้ เพราะมีผู้ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม โดยมองลึก ๆ มีความพยายามที่จะถล่มโรงกลั่นน้ำมันในอิหร่านและพันธมิตร ถามว่าสหรัฐฯ ได้ประโยชน์หรือไม่ โดยเฉพาะบริษัทค้าน้ำมันโลกล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ทรงอิทธิพล ตัวอย่างเช่น ExxonMobil ทำธุรกิจ สำรวจ ขุดเจาะกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี, บริษัทChevron มีแหล่งผลิตทั่วโลก เช่น อเมริกาใต้ แอฟริกา ตะวันออกกลาง, บริษัท Marathon Petroleum Corporation เป็นหนึ่งในผู้กลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำการผลิตและส่งออกน้ำมัน Shale Oil เป็นต้น

“เวลามีสงครามบริเวณนี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น ปิดช่องแคบที่เป็นทางผ่านน้ำมัน บริษัทน้ำมันในสหรัฐฯ จะทำกำไรมากที่สุด เพราะเป็นทั้งผู้ผลิต คุมการขนส่ง มีปั๊มน้ำมันทั่วโลก เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 80% สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากบริษัทค้าน้ำมันโดยเฉพาะ ExxonMobil, Chevron สงครามมันคือโอกาสทางการค้าสำหรับสหรัฐฯ ได้ขายอาวุธ ได้กำไรจากน้ำมัน บางประเทศก็ต้องหันไปนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ ชดเชย แต่สหรัฐฯห้ามอิหร่าน ห้ามเวเนซุเอลาขายน้ำมัน เพราะสหรัฐฯ ต้องการผูกขาด นี่คือตัวแสบที่สุดของโลกใช่หรือไม่”

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต
ทั้งนี้หากสงครามยืดเยื้ออาจทำให้น้ำมันโลกพุ่งถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็มีความเป็นไปได้และจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินในไทยขึ้นไปสูงถึงลิตรละ45-55 และอาจสูงถึง 60 บาทต่อลิตร หากน้ำมันโลกขึ้นไปสูงถึง 140+ต่อบาร์เรล ปัจจุบันเบนซินลิตรละประมาณ 40 บาท

“มีความกังวลและคาดการณ์กันว่าถ้าเหตุการณ์รุนแรงน้ำมันโลกไปที่ 120-140ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาเบนซินของไทยไปถึงลิตรละ 45-60 บาท เป็นเรื่องที่เป็นไปได้นะ ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาลเตรียม Supply ปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดไว้อย่างไร ถ้าเราเตรียมไม่พอมันก็จะขึ้นไปตามนั้น ซึ่งเวลานี้ Supply ที่เตรียมไว้ตามที่เป็นข่าวน่าจะทำให้เราอยู่ได้ 2-3 เดือน Supply จะทำให้ตรึงราคาไว้ได้ อาจจะขึ้นแต่จะขึ้นไม่มาก แต่ถ้าตรึงไม่ได้ก็จะไปตามนั้น ซึ่งสหรัฐฯ เองก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่ได้ต้องรีบชะลอจึงต้องดูว่าสงครามแม้จะไม่ยุติแต่ถ้าชะลอได้ราคาน้ำมันก็ไม่น่าจะพุ่งแรงนะ”

รศ.ดร.ณรงค์ ย้ำว่าโลกเข้าสู่ภาวะ Hegemonic war เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำและครอบงำระเบียบโลก ทั้ง 7 สนามรบ ประกอบด้วย 1. สนามการค้าการลงทุน 2. สนามความรู้ เทคโนโลยี 3. สนามการเงินการธนาคาร 4. สนามข่าวสารข้อมูล 5.สนามวัฒนธรรม 6. สนามความเชื่อและอุดมการณ์ 7. สนามกองกำลัง ดังนั้นสงครามอิหร่าน ที่เกิดขึ้นเป้าหมายจริง ๆ สหรัฐฯ ต้องการตัดแขนตัดขาจีน ซึ่งจีนมีแหล่งน้ำมันใหญ่ 3แหล่ง คือ เวเนซุเอลา อิหร่าน และรัสเซีย

“สหรัฐฯ ไปยึดเวเนฯ เพราะไม่ต้องการให้ขายให้จีนเท่ากับจีนเสียแขนขวาไปหนึ่ง และมาจัดการอิหร่าน เพราะ 80% ขายให้จีน ก็คือเสียแขนซ้าย ซึ่งจีนจะเหลือรัสเซียอย่างเดียว”

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ได้ออกมาประกาศกร้าวว่า พวกเขาจะเป็นคนตัดสินใจว่าสงครามควรจบลงเมื่อไหร่

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เสนอให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อลดราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้จีนได้รับผลกระทบเรื่องต้นทุนขนส่ง กระทบสินค้าจีน และการที่จีนจะทำการตลาดแบบทุ่มราคาก็จะทำต่อไปไม่ได้ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าจีนหดตัวลง รายได้ของจีนก็จะลดลง และจะทำให้จีนมีเงินรายได้ในการอุดหนุนกองทัพลดลงไปด้วย นี่คือยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม 3 อย่าง ตัดเสบียงกระทบไปทั้งกำลังพล เสบียง และ อาวุธ

นอกจากนี้การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลกทำให้ทั่วโลกมีความกังวลในเรื่องของสแต็กเฟลชัน( Stagflation) คือสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับพุ่ง ซึ่งประเทศไทยสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเช่นนี้หรือไม่ รศ.ดร.ณรงค์ ระบุว่าเรื่องของเงินเฟ้อเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบชาวบ้านโดยตรง ซึ่งเงินเฟ้อจะเป็นเครื่องมือวัดราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นว่าค่าครองชีพของประชาชนปรับขึ้นเท่าไหร่

สำหรับการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ

เงินเฟ้อประเภทที่ 1เกิดจากต้นทุนเพิ่ม Cost-Push Inflation ซึ่งเกิดจากสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน ทำให้ต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าขนส่งสูงขึ้น วัตถุดิบราคาสูงขึ้น ปุ๋ยขึ้นราคา ส่งผลให้สินค้าหลักเริ่มส่งสัญญาณขาดแคลน มีการปรับราคาขึ้น
“ราคาสินค้าแพง กำลังซื้ออ่อนแอ กำลังซื้อไม่มี ซึ่งคนไทยและหลายๆ ประเทศกำลังอยู่ในภาวะนี้”

เงินเฟ้อประเภทที่ 2 Demand - Pull Inflation คือประชาชนมีกำลังซื้อ มีปริมาณเงินจับจ่ายมากเกินไป แต่ปริมาณสินค้ามีน้อย ราคาสินค้าจะถือโอกาส ขึ้นราคา เงินเฟ้อประเภทนี้ แก้ง่าย แค่ดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบ หรือออกพันธบัตร ขึ้นดอกเบี้ยให้พันธบัตร เพื่อให้คนเอาเงินซื้อพันธบัตรแทน ก็จะลดปริมาณเงินได้

ขณะเดียวกันภาวะสแต็กเฟลชันที่กำลังเกิดในไทยเกิดจากต้นทุนเพิ่ม Cost-Push Inflation จะทำให้คนจนยิ่งจนลงและจะเกิดปัญหาอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดตามมา

“นักการเมืองบางคนน่าจะชอบ เพราะใช้เงินน้อยลง แต่คุมคนได้มากขึ้น”


อย่างไรก็ดีวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถแก้ไขได้เพราะเป็นวิกฤตทั่วโลกซึ่งประเทศไทยสามารถตั้งรับได้เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้จะยืดเยื้อและเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ประเทศไทยจึงต้องหาทางเพิ่มพลังงานทดแทนเพื่อชดเชยและไว้ป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยส่วนตัวเชื่อในข้อมูลของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.พลังงาน ว่าประเทศเราผลิตน้ำมันได้เกือบพอเพียงหรืออาจจะมีปริมาณที่เกิน แต่เรามีข้อด้อยคือไปทำสัมปทานในลักษณะที่ว่า น้ำมันทุกหยดที่ขุดขึ้นมาได้ ตกเป็นของผู้รับสัมปทาน โดยให้ผู้รับสัมปทานสามารถตั้งราคาน้ำมันได้ ส่วนรัฐบาลก็กินเงินค่าสัมปทาน กินเงินใต้โต๊ะและทุกสมัยก็มีการส่งคนของตัวเองไปนั่งในบอร์ดพลังงานต่าง ๆ ส่งผลให้ความเพียงพอกลายเป็นไม่พอ

“เราถูกบริษัทต่างชาติที่ได้สัมปทานควบคุมหมด และที่ร้ายกว่านั้นยักษ์ใหญ่ น้ำมันเราก็ไปฮั้วกับเขาด้วย ซึ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอคุณพีระพันธุ์ ให้ปตท. ไปเป็นบริษัทเอกชน เต็มรูป และเสนอตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่เพื่อผลประโยชน์ของชาติจริง ๆ”

อีกทั้งจะต้องมีการรีเซตระบบพลังงานกันใหม่ ทั้งการผลิต การค้า น้ำมัน โดยน้ำมันทุกหยดไม่ใช่จะเป็นของผู้รับสัมปทานทั้งหมด และต้องมีการ Reorganize และจะต้องมีการพัฒนาพลังงานทดแทนขึ้นมาแต่ไม่ใช่วิธีให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ได้โควตาผลิตพลังงานทดแทนมหาศาลจนเกินความจำเป็น แล้วไปบีบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตรับซื้อไว้ แต่ควรจะส่งเสริมการทำเชื้อเพลิงในชุมชน และครัวเรือนไว้ใช้ ซึ่งพืชพลังงานบางอย่างสามารถนำมาทดแทนดีเซลใช้ในชุมชนได้ เมื่อมีวิกฤตพลังงานโลกขึ้นมาชาวบ้านก็ยังอยู่ได้ พยุงค่าครองชีพได้




คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต บอกว่าในเรื่องของราคาทองคำที่สูงขึ้น จริง ๆ แล้วสหรัฐฯ ต้องการให้เป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะในวันที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะใช้โทเคนอิงทองคำ (Gold-backed Token) และยังประกาศว่าสหรัฐฯ มีทองคำสำรองสูงที่สุดในโลกประมาณ 8,000 ตัน และหากทรัมป์ใช้มูลค่าใหม่ โดยใช้ราคาตลาดเป็นตัวกำหนด ให้มูลค่าทองคำ1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 5000 ดอลลาร์

“ถามว่าทองคำ 8 พันตัน คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ หากทองคำ1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 5000 ดอลลาร์ จะได้กี่ล้านล้านดอลลาร์ เขาต้องการเอาเงินก้อนนี้ ไปชำระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งไปถึง 37 ล้านล้านดอลลาร์นี่ล่ะ คือสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ”

ส่วนราคาทองคำโลกนั้นส่วนตัวเชื่อว่า จะวิ่งอยู่ระหว่าง 4,000 - 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นอย่างน้อย และอาจพีกไปถึง 5,500 - 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่จุดต่ำสุดไม่น่าจะต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

“ทรัมป์ เคยบอกว่าฉันจะใช้ 1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 4,000 ดอลลาร์ นั่นก็หมายถึงว่า ทองในตลาด ไม่ต่ำกว่า 4,500 แต่ถ้าประกาศว่า เท่ากับ 5,000 ราคาทองในตลาด ก็จะ ไปที่ 5,500-6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์”

ดังนั้นราคาทองคำในไทย ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นไป 80,000-100,000 บาทต่อบาททองคำได้เช่นกัน แต่จะเป็นราคาที่พุ่งสูงขึ้นในบางชั่วโมง บางวัน และต้องติดตามการชำระหนี้สาธารณะของทรัมป์ว่าจะชำระเท่าไหร่ จะเป็นตัวชี้วัดราคาทองคำได้ซึ่งนักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำเนื่องจากเป็น safe-haven asset เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางวิกฤตโลกที่กำลังเกิดขึ้น!


ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j