นราธิวาส - นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แฉปมพิรุธคดีลอบสังหาร เจอหลักฐานสายโทรศัพท์เชื่อมโยงผู้บงการแต่เรื่องเงียบ และปืนเอ็ม 16 ที่ใช้ก่อเหตุ ทร. ขึ้นบัญชีทำลายเมื่อปี 2563 แต่มาโผล่ในมือคนร้าย ยันเดินหน้าสู้ให้ถึงที่สุด
วันนี้ (7 มิ.ย.) ความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกมลศักดิ์ได้เปิดเผยถึงการเข้าร้องเรียนต่อกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงานสอบสวน กองทัพเรือ กรมคุ้มครองสิทธิฯ และบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เข้าชี้แจง หลังพบพฤติกรรมส่อแวว “ลากเลว” และมีความพยายามไม่ให้คดีสาวไปถึงตัวผู้บงการ
นายกมลศักดิ์ เปิดเผยว่า คดีนี้มีการวางแผนทำกันเป็นขั้นเป็นตอน แต่หลังจากจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คน คดีกลับไม่มีความคืบหน้าในส่วนของการขยายผล โดยเฉพาะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ 11 หมายเลขที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการเชื่อมโยงพฤติกรรมความผิด ซึ่งตนรู้สึกไม่สบายใจจากข้อมูลในทางลึกว่า มีกระบวนการบางอย่างพยายามปิดกั้น ไม่ให้หมายเลขโทรศัพท์เหล่านี้เข้าสู่สำนวนการสอบสวน ทั้งที่ปกติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชุดสืบสวนยะลาจะมีฐานข้อมูลโทรศัพท์ในคดีความมั่นคงอย่างละเอียดอยู่แล้ว
สำหรับประเด็นที่สร้างความตกตะลึงที่สุดในชั้นกรรมาธิการ คือ ผลการตรวจพิสูจน์พานท้ายอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอกที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ โดยกระบอกแรกเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ พบข้อมูลย้อนแย้งสิ้นดี เนื่องจากปืนกระบอกนี้ ถูกขึ้นบัญชีว่าทำลายแล้วตั้งแต่ปี 2563 เนื่องจากเสื่อมสภาพพร้อมกับปืนกระบอกอื่นๆ รวม 40 กระบอก แต่กลับมาโผล่ใช้ก่อเหตุยิงตนในปี 2569 และที่สำคัญ ผลกองพิสูจน์หลักฐานระบุชัดเจนว่า ปืนยังใช้งานได้ดีเป็นปกติ
“เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของผมแล้ว แต่มันต้องตั้งคำถามดังๆ ไปยังกองทัพเรือว่า ปืนอีก 39 กระบอกในลอตเดียวกันนั้น อยู่ในสภาพเดียวกันและตกไปอยู่ในมือใครบ้าง? กระบวนการทำลายปืนทำกันอย่างไร เหตุใดปืนที่ตายแล้วถึงฟื้นคืนชีพมาไล่ยิงคนได้” นายกมลศักดิ์ กล่าว
ส่วนปืนอีกหนึ่งกระบอก มีการสลักข้อความภาษาอังกฤษระบุชัดเจนว่าเป็นอาวุธที่กองทัพสหรัฐฯ ส่งมอบให้กองทัพไทย ซึ่งคาดว่าเป็นปืนที่ได้มาจากการฝึกร่วมและส่งมอบตามปกติ แต่กลับหลุดรอดมาอยู่ในมือกลุ่มมือปืนได้อย่างไร ประเด็นนี้ต้องมีการขยายผลสอบสวนย้อนกลับไปตั้งแต่กองทัพ กระทรวงกลาโหม ไปจนถึงสถานทูตสหรัฐฯ
นายกมลศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้วเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระหว่างการฝากขังครั้งที่ 5 โดยมีการแยกฟ้องคดีคนชำแหละรถออกไปอีกคดีหนึ่ง โดยอ้างเหตุผลทางเทคนิคกฎหมายเพื่อนำมาเป็นพยาน ซึ่งตนและทีมทนายความจะมีการประชุมร่วมกันในบ่ายวันนี้ เพื่อสรุปประเด็นยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ให้มีคำสั่งส่งสำนวนกลับมาให้พนักงานสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังคลุมเครือ ทั้งเรื่องปืนผีและข้อมูลโทรศัพท์
“วันนั้นพนักงานสอบสวนอ้างระเบียบตำรวจว่าข้อมูลในสำนวนเป็นความลับ บอกผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ได้ แต่ผมสวนกลับไปว่า ผมเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ต้องหา ผมมีสิทธิ์เต็มที่ในการติดตามความคืบหน้า”
และในช่วงท้าย นายกมลศักดิ์ ได้สะท้อนมุมมองอันเจ็บปวดจากคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า มีเสียงสะท้อนจากชาวบ้านว่า เหตุการณ์นี้ดีที่เป็นระดับ สส. ที่มีความรู้และมีกระบอกเสียงในการตามคดี แจ้งความเพิ่ม และดึงหน่วยงานมาตรวจสอบได้ แต่ถ้าเรื่องนี้เกิดกับชาวบ้านธรรมดาๆ คดีคงจบตั้งแต่นึกไม่ออกว่าเป็นรถของใคร ใครยิง และเอาปืนมาจากไหน เหมือนกับอีกหลายเคสในอดีตที่เงียบหายไปเพราะไม่มีใครกล้า
ทั้งนี้นายกมลศักดิ์ ยืนยันว่าผมและทีมงานจะสู้ให้ถึงที่สุด หาข้อมูลเข้าสำนวนให้มากที่สุด และดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่ากระบวนการทำสำนวนคดีมีข้อบกพร่องหรือส่อเจตนาไม่ชอบมาพากล ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายไม่มีละเว้น


