ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เขต 4 สงขลาเดือด “ภู สิทธิพัฒน์” จากพรรคประชาธิปัตย์พุ่งแรงไล่บี้ “ชนนพัฒฐ์” ผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส. พรรคกล้าธรรม หลัง “อภิสิทธิ์–ชวน” เปิดเกมรุกหนักพิ้นที่สทิงพระเขย่าฐานอำนาจ
วันนี้ (3 ก.พ.) สมรภูมิเลือกตั้ง สส.เขต 4 สงขลา เข้าสู่ช่วงเดือดสุดขีด เมื่อ นายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม หรือ “ภู” ผู้สมัครเบอร์ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ถูกดันขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงเต็มตัว กับ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เจ้าของพื้นที่เดิม หลังการลงพื้นที่พร้อมกันของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายชวน หลีกภัย สองอดีตหัวหน้าพรรค ปลุกกระแสคาบสมุทรสทิงพระให้ลุกเป็นไฟ
จากเดิมที่สนามเขต 4 ถูกมองว่ามีตัวเต็งเพียงไม่กี่ราย แต่การเหยียบพื้นที่ของสองแกนนำระดับประเทศ กลับทำให้สมการการเมืองเปลี่ยนทันที กระแสประชาธิปัตย์ที่เคยถูกมองว่าแผ่ว เริ่มไหลแรงอย่างผิดคาด โดยเฉพาะเมื่อผนึกกำลังกับ นายถาวร เสนเนียม อดีต สส.คนดัง ลุงแท้ๆ ของผู้สมัคร ซึ่งยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่อย่างเหนียวแน่น
บนเวทีปราศรัย นายอภิสิทธิ์ เปิดเกมโจมตีอย่างตรงประเด็น ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ใครชนะ” แต่คือบททดสอบจุดยืนของคนสงขลาทั้งจังหวัด ว่าจะยอมรับผู้สมัครที่มีชื่อพัวพันกับกระบวนการตรวจสอบของ อนุกรรมการ ปปง. หรือไม่ พร้อมตั้งคำถามถึงความเสี่ยงด้านคุณสมบัติ หากวันหนึ่งศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดสถานะ สส.กลางสมัย
แม้จะย้ำหลักกฎหมายว่า ผู้ที่ศาลยังไม่ตัดสินย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ ระบุชัดว่า มาตรฐานสากลคือการ “เว้นวรรค” เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบ พร้อมยิงคำถามกลับไปยังประชาชนว่า หากสังคมบอกว่ากลัวทุนเทา กลัวสแกมเมอร์ แล้วจะส่งสัญญาณอย่างไรให้ประเทศเห็นผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้
ด้าน นายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม ยอมรับว่ากระแสตอบรับในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังเดินสายปราศรัยย่อยแทบทุกชุมชนในสทิงพระ สิงหนคร ระโนด และกระแสสินธุ์ โดยระบุว่าประชาชนเริ่ม “ตื่นรู้” และตั้งคำถามกับรูปแบบการเมืองแบบเดิมมากขึ้น แม้จะมั่นใจในกระแส แต่ยังย้ำว่าไม่ประมาท เพราะคู่แข่งก็เร่งเกมหาเสียงเชิงรุกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การขยับขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงตัวจริงของ “ภู สิทธิพัฒน์” ทำให้สนามเขต 4 ไม่ใช่เกมผูกขาดอีกต่อไป และเมื่อแรงกดดันจากประเด็นคุณธรรมทางการเมืองถูกยกขึ้นมาเป็นแกนหลัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ใครจะชนะ แต่คนสงขลาจะเลือก “ความคุ้นเคยเดิม” หรือ “ความหวังใหม่” ให้เข้าไปนั่งในสภาฯ กันแน่


