ตรัง - กกต.ตรังจัดพบสื่อ-ดีเจประชาธิปไตย ขณะที่ภาค ปชช.ขึ้นป้ายทั่วเมืองปลุกกระแสต้านการซื้อเสียง พร้อมเปิดเวทีรวมพลังคนตรังต่อต้านการขายเสียง 5 ก.พ.นี้ หลังพบการเตรียมใช้เงินทุ่มครั้งใหญ่
วันนี้ (28 ม.ค.) นายสมชาย โถววิริยะกุล ผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดตรัง และ พ.จ.ท.อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ร่วมพบปะกับสื่อมวลชนและดีเจประชาธิปไตยในจังหวัดตรัง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งการเลือกตั้งทั่วไป ส.ส. และการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับระเบียบ ข้อกฎหมาย วิธีการ ข้อห้าม ความผิดเกี่ยวกับหาเสียง การเสียสิทธิ์ทางการเมืองหากไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และขั้นตอนการลงคะแนนเสียง เพราะประชาชนจะต้องรับบัตร 3 ใบ คือ บัตรเลือก ส.ส.เขต สีเขียว, บัตรเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อสีชมพู และบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ สีเหลือง
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความสับสนและข่าวลวงที่อาจเกิดขึ้น มีการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจาก กกต. ไปยังประชาชนได้อย่างเข้าถึงและรวดเร็ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของประชาชนที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด ตลอดจนเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของพลเมืองและการเลือกตั้งให้ออกมาบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม
ขณะที่เครือข่ายชมรมเสียงประชาชนจังหวัดตรัง ก็ได้เร่งนำป้ายรณรงค์ “กินเหยื่อไม่กินเบ็ด” กว่า 10 ป้าย ออกติดตั้งรณรงค์ทั่วเมืองตรัง เพื่อปลุกประชาชนร่วมกันต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หลังจากในพื้นที่จังหวัดตรัง เกิดกระแสข่าวการซื้อเสียงออกมาอย่างมากมายทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ทั้งการเริ่มแจกเงิน และการเก็บรายชื่อประชาชนเพื่อเตรียมแจกเงินช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง นอกจากนั้นทางเครือข่ายฯ ยังเตรียมเปิดเวทีรณรงค์ใหญ่ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ ที่บริเวณจัตุรัสเมืองตรัง ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เพื่อร่วมกันต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงด้วย
โดย นายจิรศักดิ์ ควนจันทร์ แกนนำเครือข่ายชมรมเสียงประชาชน บอกว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้เชื่อว่าจะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันมากกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะนอกจากเงินส่วนตัวแล้ว ยังมีอำนาจเงินเทาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เชื่อว่าแต่ละเขตจำนวนผู้มีสิทธิ์กว่า 1 แสน 5 หมื่นคน จะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 50-60 ล้านบาท หากต้องการให้ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 30,000 คะแนน ซึ่งทางเครือข่ายฯ มองว่า การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นต้นเหตุของการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ เช่น กรณีตึก สตง.ถล่ม กรณีเครนถล่ม หรือในพื้นที่จังหวัดตรัง ที่มีกรณีการทิ้งร้างโครงการ 23 โครงการ งบประมาณเกือบ 3 พันล้านบาท
ทั้งนี้ ชาวบ้านอาจจะเห็นถึงความจำเป็นระยะสั้น กับเงินแค่ 1 พันบาท โดยการรับแล้วลงคะแนนให้เขา แต่เครือข่ายฯ กลับมองว่าเป็นเรื่องอันตราย เพราะบางพรรคลงทุนใช้เงิน 2-3 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้ามายึดอำนาจรัฐ โดยการเลือกตั้งหวังเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีงบประมาณปีละ 3.37 ล้านล้านบาท แล้วทุจริตคอรัปชั่นกัน โดยเงินซื้อเสียงเหล่านี้ผ่านการถอนทุนผ่านโครงการต่างๆ และห่วงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะยิ่งรุนแรงมาก เพราะมีทุนแก๊งค์สแกมเมอร์เข้ามาร่วมด้วย จึงต้องรวมพลังกันต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงของประชาชน การซื้อศักดิ์ศรีของประชาชน และการซื้ออนาคตของประชาชน เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ไทยตกต่ำลงมาก ทั้งในระดับเอเชียและระดับอาเซียน


