xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) หนุ่มครีเอทีฟหยิบปลาดุกไทยมาแปลงร่างใหม่ “แบบไร้ก้าง” พร้อมเสิร์ฟฟีลปลาไหลญี่ปุ่นในราคาที่เข้าถึงง่าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“น่าจะปิดจบไปประมาณที่ 5,000 กว่าๆ ครับ ในเดือนพฤษภาที่ผ่านมาน่าจะถึง 5,500 ออร์เดอ ใช่เพราะว่าก็จะมีลูกค้าที่สั่งจองด้วย และก็ลูกค้าที่สั่งจองน่ะบางทีเป็นลูกค้าคนเดียวแล้วสั่งจองไปจัดงานเลี้ยง แล้วงานเลี้ยงแบบ 100 คน 120 คน เราก็มีเพิ่มขึ้น


จัดเลี้ยง จัดเลี้ยงออฟฟิศ จัดเลี้ยงอะไรอย่างเงี้ยแบบว่าแบบขอตอนแรกบอก พี่ขอแบบ 500 ได้ไหม? บอกผมทำไม่ทันจริง
ๆ ครับ อะไรเงี้ย ก็อ้าวลดเหลือ100 อะไรเงี้ยก็จะมีสั่งล่วงหน้าไว้อาทิตย์นึง เผื่อให้คนอื่น ๆ ได้ทานด้วย ตอนแรกถ้าพูดตรงไปตรงมาผมอ่ะมองเห็นเป็นแบบว่า อยากให้ “ปลาดุก” เข้าถึงทุกคนแบบ ง่าย ๆ เข้าถึงง่าย คืออาจจะเป็นด้วย “คุณภาพ” ดีด้วยแล้วอยากให้เข้าถึงง่ายด้วย และก็ราคาที่จับต้องได้ไม่ได้แบบแพงจนเกินไป แต่ว่าก็ไม่ใช่แบบว่าถูกจนเราขาดทุนอย่างเงี้ยครับก็อยากให้แบบมันมี เขาเรียกว่าอะไรมันมีแนวความคิดนั้นที่อยู่ในแบรนด์อะไรเงี้ย และก็ยังรู้สึกว่าอยากให้แบรนด์ไปในมุมที่แบบว่า เนี่ยะปลาดุกไร้ก้างนะและก็เวลาฉันอยากจะกินอะไรมื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือมื้อเย็นน่ะอยากให้นึก “ปลาดุกไร้ก้าง” มาเป็นมื้อหลักหรือเป็นช้อยส์แรกบ้าง” วิทวัส เสน่ห์จันทร์ หรือคุณฮิม เจ้าของแบรนด์ “ดุกดิก” DUKDIK ปลาดุกไร้ก้าง เมนูปลาดุกย่างแบบไร้ก้างที่เป็นไวรัลในโซเชียลฯ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม TikTok ที่มีคนรีวิวเยอะมาก ๆ และที่สำคัญคือว่า น่าอร่อยด้วย! จากหนุ่มครีเอทีฟโดยสายงานอาชีพหลักเดิม สู่อาชีพเสริมหรือว่าธุรกิจควบคู่ไปด้วยกับการทำงานประจำ เพราะด้วยจากว่าแบรนด์ดุกดิกฯ นั้นเพิ่งจะเปิดตัวมาได้นับถึงตอนนี้(มิ.ย.) คือเดือนที่ 3 เท่านั้นเอง แต่ทว่าการตอบรับจากตลาดคือปังมากตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 หลังจากเปิดขายอย่างจริงจัง ปิดจ๊อบในเดือนแรกด้วยยอดสั่งหากคูณกับราคา 89 บาท/ชิ้น สร้างรายได้แตะเกือบ 2 แสน! และยังคงปังต่อเนื่องในที่ 2 และ 3 ทั้งเรื่องยอดการสั่งจองและก็โอกาสใหม่ ๆ ที่ได้เข้ามาอีกด้วย วันนี้เราจะมาฟังแนวคิดของเจ้าของแบรนด์กันว่าทำไม? ปลาดุกซึ่งเป็นเมนูแบบบ้านบ้าน ที่คนไทยเราคุ้นชินตากันมาและบางคนมีแบบ “ไม่กิน” ด้วยจากเหตุผลต่าง ๆ นานาส่วนตัว เป็นข้อแม้สำหรับเมนูปลาชนิดนี้แต่ว่า ก็มีหลาย ๆ คนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบปลาดุกด้วย การตีโจทย์และการนำเสนอหรือว่าวิธีเสิร์ฟให้โดนใจคนกินเป็นสิ่งที่เป็นจุดขายสำคัญของแบรนด์นี้ มาค้นวิธีคิดและไอเดียในการสร้างสรรค์ธุรกิจอยู่กับบ้าน ในย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยการขายผ่านไลน์ OA ของหนุ่มครีเอทีฟในวัย 35 ปีรายนี้กัน


เมนูที่รักในวัยเด็กสู่ “ดุกดิก” ปลาดุกไร้ก้าง ที่ปังตั้งแต่เดือนแรกเริ่มเปิดขาย!
ความชอบตั้งแต่เด็กมากกว่าครับ เมื่อก่อนเนาะก็จะเป็นบ้านสวนอะไรอย่างเงี้ยครับ เมื่อก่อนพอเป็นบ้านสวนในสวนก็จะเลี้ยง
“ปลาดุก” ด้วย เราก็จะแบบเป็นเด็กที่แบบเด็กสวนเข้าสวนก็จะแบบไปตกปลาเอยแล้วพอได้มา “แม่” ก็จะมาทำ มาย่างให้เรากิน ใช่ครับก็เลยรู้สึกว่าตัวเองน่าจะชอบปลาดุกตั้งแต่ตอนนั้น“จุดเริ่มต้นของการทำเป็นธุรกิจมันเกิดจาก ช่วงโควิดฯ ครับผม ตอนนั้นโควิดฯ ทุกคนก็จะแบบไม่สามารถไปไหนได้อะไรอย่างเงี้ย แล้วทีนี้ช่วงนั้นเหมือนเดลิเวอรี่มันก็แบบเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะคนไปไหนไม่ได้ ด้วยตัวเองด้วยมั้ง ที่เป็นแบบทำงานพวกเชิงสร้างสรรค์ ครีเอทีฟ อะไรอย่างงี้อยู่แล้ว มันก็เลยคิดไปเรื่อยอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็พอมันคิดไปเรื่อยมันก็แบบไป เจอเรื่องของแบบ “ปลาดุก” เนี่ยแหละที่เรารู้สึกว่าเอ๊ย เรากินทุกวันอะไรเงี้ย เราจะทำยังไงให้มันแบบ ประกอบกับตอนนั้นเรารู้สึกสนใจคำว่าแบบ Blue Ocean ด้วย ใช่ คือตอนนั้นอาจยังจะเป็นแบบพาร์ทที่เริ่มเข้าการตลาดนิดนึงและก็สนใจคำว่าแบบ เอ๊ยบลูโอเชียน มาร์เก็ตติ้งนะมันจะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ค่อยมีคู่แข่งเท่าไหร่ อะไรอย่างเงี้ยแล้วมันก็พอคิดไปคิดมา ในช่วงแบบ work from home ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เราชอบอยู่อะไรเงี้ย เอามาทำอะไรให้เป็นแบบพวกบลูโอเชียนได้ไหม?”


ที่จริงต้องยอมรับว่า “ดุกดิก” ปลาดุกไร้ก้างครับ ไม่ได้เป็น เราไม่ได้เคลมเนาะว่าเราเป็นเจ้าแรกในการทำปลาดุกไร้ก้าง ผมรู้สึกว่า คนทำอยู่ก่อนหน้านั้นก็จะเป็นอะไรที่ ผมมองเป็น “บริการ” ที่แกะให้ แกะกุ้งให้ แกะปลาให้ แกะปลาดุกให้ อะไรอย่างงั้นแบบว่าคนก็จะกินง่ายขึ้น“ผมก็เลยสนใจว่าเอ้อ อะไรที่มันเป็นเรื่องของการที่มันแบบไม่มีก้าง ไม่มีเปลือก ไม่มีอะไรอย่างเงี้ย แบบน่าสนใจเนาะ แล้วก็เลยเกิดตั้งคำถามว่าแล้วปลาดุกที่เราชอบกิน ทำได้ไหม? ใช่”พอเกิดการตั้งคำถามแบบนั้น เราก็เริ่มไปเจอข้อมูลมากขึ้นว่าเอ้ย มีคนกำลังลองทำอยู่นะ มีปลาไหลของญี่ปุ่นที่เขาก็หาวิธีเลาะก้างจนได้อยู่นะ อะไรอย่างเงี้ย ก็เลยสะสมแบบสะสมความสนใจตรงนั้นมาเรื่อย ๆ


Pain point ของเมนูปลาคือก้าง ที่ทำให้หลายคน “ยาก” เปิดใจ
Pain point จริง ๆ น่ะคือ “ก้าง” ของปลา ผมรู้สึกว่าทุกคนที่ชอบกินปลาดุกน่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า เนื้ออร่อยนะ แต่ก้างน่ะมันขัดจริง ๆ คือปลายปี 2568 เราเริ่มมีการแบบว่า “เปลี่ยน” เรื่องของวิธีการทำงาน จากสายสร้างสรรค์แบบโฆษณาหรือว่าอะไรอย่างเงี้ย เปลี่ยนลักษณะงานอะไรอย่างเงี้ยมากขึ้นแล้วช่วงที่ ระหว่างที่เรามีช่วงที่ว่างอะไรอย่างเงี้ยครับ เราก็เลยกลับมาคิดว่าเฮ้ยในช่วงอายุแบบ 35-36 อะไรเงี้ย เราเห็นภาพตัวเองอีก 2-3 ปี ไปเป็นแบบไหน?

ก็เลยแบบรู้สึกว่าเอ้ย เราอยากจะหาอะไรทำแล้ว เพราะเราอยากแบบถ้ามีโอกาสก็อยากจะเป็นแบบ “ผู้ประกอบการ” หรือว่าอะไรอย่างเงี้ย อยากให้มีแบบเขาเรียกว่าอะไร มีธุรกิจบางอย่างที่มันเป็นความคิดของเราจริง ๆ เราแบบว่าดูแล เราใส่ใจกับมันในทุก ๆ รายละเอียด ไปเรียนรู้เรื่องของพาร์ทอื่น ๆ อะไรเงี้ย ที่ไม่ใช่แบบแค่มุม “ครีเอทีฟ” อย่างเดียว มันจะได้ไหม?


“ก็เลยเริ่มทำการทดลองอะไรอย่างเงี้ยครับ ปลาดุกไร้ก้าง ดูตั้งแต่แบบปลาย ๆ ปีที่ผ่านมาอะไรเงี้ย แบบว่าลอง “แล่” เอง ลองทำให้หายคาวเอง อะไรอย่างเงี้ยต่าง ๆ ก็ลองหลายวิธี ตามยูทูบทั่วไป ตามแบบว่าที่เขา Chef ญี่ปุ่นที่เขาทำปลาไหลต่าง ๆ ก็ลองหลายอย่างเลยครับ”ก็เลยปั้นตรงนั้นขึ้นมา แล้วทีนี้ด้วยความ ตัวเองอาจจะโชคดีไปเจอแบบว่าเพื่อนที่เป็นแบบว่า “พาร์ทเนอร์” กันอะไรเงี้ย ที่เขามี Passion เหมือนเราเลย! ซึ่งเขาอาจจะสะสมมาแล้วก็เป็นคนแบบว่าชอบ “มีด” ชอบมีดชอบใช้มีดอะไรอย่างเงี้ย และก็ได้แบบว่าโอเคคุยกัน เราก็เลยแบบว่าเขาเรียกอะไร มันคลิกกันมาก ๆ ในเรื่องของแบบ แนวความคิดที่พาแบบว่าปลาดุกไร้ก้างตรงนี้ ให้มันไกลขึ้นอะไรเงี้ย ก็เลยแบ่งพาร์ทชัดเจนเลยว่า ในช่วงปลายปี 2568 แบ่งพาร์ทกันโอเคว่าเนี่ย เขาทำปลานะแล้วก็ทำด้วยวิธีนี้ วิธีนี้ ในการแบบทำทุกอย่างให้เนื้อมันแน่น ให้มันแบบไม่มีกลิ่นคาวอะไรเงี้ย แล้วก็ส่งมาแบบสะอาด ๆ เลย ผมก็ทำหน้าที่เรื่องของแบบทำการตลาด ทำเรื่องสูตร ทำเรื่องของแบบการต่อยอดผลิตภัณฑ์ออกไปอะไรเงี้ยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แล้วก็พัฒนา คุยกันมาโน่นนั่นนี่โน่น แล้วก็พร้อมเปิดร้านช่วงต้นปีที่ผ่านมา

คุณฮิมและคุณแม่เหน่งผู้เป็นต้นทางของไอเดียธุรกิจดุกดิกปลาดุกไร้ก้างย่างสุดปัง
เปิดการมองเห็นธุรกิจของตัวเอง ด้วย “คอนเทนต์” ที่จริงใจ
แล้วก็ตอนนั้นไปในทางที่อยากจะแช่แข็งแล้วก็ส่ง ให้คนรู้จักเยอะ ๆ แต่บังเอิญ “แม่” เขาเป็นแม่บ้านแล้วก็เหงาเล่นโซเชียลฯ
ไถฟีดจนเบื่อแล้ว แม่หางานให้ตัวเอง(หัวเราะ)“คือแม่เขาก็แบบว่าเป็นแม่บ้านดูแลบ้านมาแบบนานมากแล้ว เขาก็แบบดูติ๊กต่อกดูยูทูบอะไรเงี้ยไปครับ เขาก็อยู่เฉยก็อยากทำอะไรบางอย่างขึ้นมาหน้าบ้าน แล้วก็จะทำจริง ๆ จัง ๆ เลยอะไรเงี้ยผมก็เลยแบบ อ้ะเรามีโปรเจคท์นี้อยู่อะไรอย่างเงี้ยครับและก็ อ้าวงั้นเปิดหน้าร้านก่อนเปิดเป็นแบบ “ย่าง” ก่อนแล้วกัน”ก็เลยเป็นแบบว่าหน้าร้านปลาดุก “ดุกดิก” ขึ้นมา แม่ก็มาช่วยทำสูตรต่าง ๆ ที่หมักอะไรเงี้ย น้ำจิ้มต่าง ๆ ผมก็ทำในเรื่องของการตลาดให้คนรู้จัก แล้วก็ช่วยกันแบบจัดระบบ “คิว” อะไรอย่างเงี้ยหลังบ้านกัน


สิ่งที่เปิดช่วงแรก ๆ ครับหน้าบ้านอะไรเงี้ยที่ลูกค้ามาหนึ่งคือเขาเห็น เขาเห็นความสะอาดที่มันอยู่หน้าบ้าน การจัดวาง การทำปลา การย่างปลาอย่างเงี้ยเขาจะเห็นความสะอาดก่อนเลย และก็พอลูกค้าแบบได้กินเขาก็ว้าวเรื่องของแบบ เรื่องของเนื้อต่าง ๆ ที่แบบ เอ๊ย! ชิ้นใหญ่มากเลยแล้วทำไมมัน ไม่คาว! ทำไม? อันนี้คือปลาดุกเหรอ อะไรเงี้ยอันนี้คือสิ่งที่ได้ยินบ่อยและก็ ตอนนี้ก็จะมีลูกค้าประมาณว่าแบบ เอ๊ยผมไปกินที่อื่นอะไรเงี้ย ไม่เหมือนที่นี่เลย อะไรเงี้ยครับเขาก็จะกลับมาซื้อซ้ำอะไรเงี้ยบ่อย ๆ ก็มีอยากให้ปลาดุกไร้ก้างเข้าถึงง่ายกับทุก ๆ คนเลยจนแบบว่า เขารู้สึกว่ามันกินได้แบบทุกมื้อ อะไรอย่างเงี้ยครับ อันนี้คือ Story ที่แบบแกนสตอรี่เทลลิ่งของเราเลย เป็นแบบเป็นแกนสตอรี่เทลลิ่งแบบพื้นฐานที่ผมวางเอาไว้เป็นฐานเลยว่า เข้าถึงง่าย“ตรงไปตรงมาแบบจริงใจ อะไรอย่างเงี้ย ต่อทุก ๆ เรื่องที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นแบบ คำติชมต่าง ๆ หรือว่าการปรับปรุงสูตรน้ำจิ้มหรือว่าอะไรอย่างเงี้ย ผมก็มีอะไรก็เล็ก ๆ น้อย ๆ ผมก็เล่าหมดอะไรเงี้ยครับ ความภูมิใจแบบ1 เดือนเท่านี้นะ2 เดือนเท่านี้นะ ตอนนี้เป็นอย่างนี้แม่ไม่ทันแล้วตอนนี้เติมคนแล้วนะครับ อะไรอย่างเงี้ยก็พยายามแบบว่าเล่าให้มีแบบความเข้าถึงง่าย” ก็เลยรู้สึกว่า เราอยากจะเล่าเรื่องแบบนี้มากกว่า ใช่ครับ

ความตั้งใจแรกของผมตั้งใจอยากจะเล่าให้คนในพื้นที่รู้จักก่อนเลย (ขายให้คนในพื้นที่ก่อน) เพราะว่าตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราคิดหรือว่าอะไรเงี้ย จะมีคนชอบมากน้อยแค่ไหน ก็เลยทำคลิปวิดีโอที่พูดถึงคนในพื้นที่ไปเลย เป็นแบบชาวนนทบุรี บางบัวทองอย่างเงี้ย เจาะกลุ่มเข้าไปเลยอย่างเงี้ย“อยากให้ทุกคนรู้ก่อนว่า แถว ๆ นี้มีร้านนี้อยู่นะ อะไรอย่างเงี้ยแล้วก็อยากให้มาลองทานกันดูอะไรเงี้ยครับ ใช่ ประมาณนั้นและก็หลังจากนั้น เหมือนคนในพื้นที่ก็เริ่มมาบ่อยขึ้น เริ่มรีวิวมากขึ้น แล้วมันก็เริ่มกระจายออกไปมากขึ้น ใช่ แต่สิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดก็คือเรียกว่าอะไร ก็จะมี “อินฟลูเอนเซอร์” ในพื้นที่ครับ ในพื้นที่เขาอยู่กันแถว ๆ นี้อยู่แล้ว เขาเห็นคลิปตรงนี้แล้วเขาก็แบบ ไหนมาลองซิอย่างเงี้ย ใช่ เขามาทำคอนเทนต์โดยที่ผมก็ไม่ได้อยู่หน้าร้าน ใช่ ไม่ได้อยู่หน้าร้านเลยเขามาทำคอนเทนต์แล้วก็กลายเป็นว่า ด้วยตัวโปรดักเองโดยที่เราแบบ เราใส่ใจกับมันมาก ๆ เขาทานไปก็รู้สึกว่าแบบ รีวิวได้ดีอ่ะรสชาติหรือว่าอะไรเงี้ยโอเค เขาก็รีวิวออกมาดี คนก็เลยเริ่มมา”


“ราคา” ที่จับต้องได้ มีหลายรสชาติให้ชิมตามชอบ
ปลาดุกที่นำมาใช้ทำจะเป็นปลาไซซ์ใหญ่ (น้ำหนัก 900 กรัมถึง 1 กก./ตัว) ตัวใหญ่มากซึ่งปกติไซซ์นี้คนทั่วไปจะไม่ค่อยนิยมนำมาปรุงเมนูกันเพราะด้วยว่าทำยากจัดการยากในเรื่องของเนื้อ&หนังและก็ความคาว“อย่างแรกเลยร้านมั่นใจว่า วิธีการทำปลาของเราไซซ์ไหนก็ได้ ไซซ์ไหนก็ได้ไม่คาว เนื้อแน่นแน่นอน ทีนี้เราก็มาดูว่าแล้ว สิ่งที่ลูกค้าจะอิ่มใน 1 มื้อ ใน 1 ชิ้น น่าจะอยู่ที่ไซซ์เท่าไร ซึ่งมันก็จะมีการทดลองกันก่อนหน้านั้นนะครับ และก็รู้สึกว่าไม่อยากให้ลูกค้าเข้าถึงปลาดุกแบบแพงจนเกินไป ก็เลยแบบว่าไซซ์ประมาณ 1 กก. แล้วพอเราหั่น 2 ชิ้นน่ะ ประมาณแบบ 200 กรัม(บวก/ลบ) ประมาณนี้ ลูกค้ายังรู้สึกว่าคุ้มค่าอยู่นะ และก็อย่างน้อยกิน1 คนกินไม่หมด หรือว่าแบบถ้าเป็นผู้หญิงกินกัน 2 คนก็ยังอิ่ม อะไรอย่างเงี้ยครับใช่ก็เลย ตกลงแบบว่าโอเคเอาไซซ์นี้แล้วกัน”

ที่จริงถ้าเป็นขั้นตอนในการทำปลา คือเราจะให้ความสำคัญกับความแบบสะอาดมาก ๆ ตั้งแต่แรก แล้วก็ความสดของปลา(ใช้ปลาสดแบบยังไม่ตายเพื่อมาทำ) วิธีการทำวิธีการแล่ของเรามันจะมีกรรมวิธีแบบว่า เอาเลือดออก แล้วก็เอามาล้างจนน้ำจากเมือก ๆ จนแบบว่าน้ำใสเลย “รสชาติต่าง ๆ ของเราที่มีอยู่ตอนนี้ กำเนิดเริ่มต้นคือมาจาก “รสเกลือ” ก่อน ใช่ ผมรู้สึกว่าเกลือก็แอบจะเพลน ๆ เกินไปผมก็เลยแบบ ไปดันทุรังเอาเกลือสีชมพู(เกลือหิมาลายัน) มาใช้ ตอนแรกทุกคนก็บอกว่าโอ้โหต้นทุนเกลือฯ อะไรยังไงบ้าง แต่ว่าใช้เถอะเพราะว่า ผมน่ะรู้สึกว่าความเค็มถึงจะเป็นเกลือ แต่ความเค็มของชนิดเกลือไม่เหมือนกัน เกลือแบบที่เราใช้ทำแบบแกงอะไรเงี้ย เป็นความเค็มอีกแบบหนึ่ง เกลือฯ สีชมพูเขาก็จะมีความเค็มที่นุ่มนวลมากขึ้นอะไรเงี้ย เวลาเอาไปหมักหรือว่าอะไร ก็เริ่มจากเกลือก่อนครับ แล้วก็เริ่มขยายมาเป็นแบบสูตรที่เป็น “เทอริยากิ” ที่ทุกคนชอบ เด็ก ๆ ก็จะชอบกัน แล้วก็เป็น “หมาล่า” หมาล่าผมก็มองเป็นสมุนไพรแบบทางจีน ตอนนั้นก็เป็นกระแสอยู่ ก็เลยทดลองทำเป็นหมาล่าดูซิ คนจะชอบไหมเพราะเราก็อาจจะชอบกินหมาล่าด้วย ก็เอ๊ยปลาดุกกับหมาล่าก็โอเคนะ อะไรเงี้ยเข้ากันได้ดีแต่ว่าแบบของเราอาจจะไม่ได้เผ็ดแบบปากชาอะไรขนาดนั้นมาก และก็ “สมุนไพร” อันนี้ก็พลาดไม่ได้เป็นสมุนไพรไทยแต่ว่า เราใช้วิธีแบบ ผมไปกินปลาดุกย่างมารู้สึกว่าแบบสมุนไพรอาจจะแรงไปหน่อย ผมก็เลยลดเรื่องของสมุนไพรลงให้ไม่ได้แรงมาก ให้เครื่องมันแบบเป็นสมุนไพรแบบเบา ๆ ให้ทุกคนรู้สึกว่าไม่ได้มีกลิ่นสมุนไพรตีจมูกแรงเกินไป”


แล้วก็จะมี “น้ำจิ้ม” ด้วยครับ น้ำจิ้มอันนี้แม่เขาก็จะเป็นคนทำสูตรมาให้ ก็คืออย่างแรกเลยจะเป็น น้ำจิ้มแจ่วแซบ เป็นน้ำจิ้มแจ่วมะขามแบบสูตรพิเศษของแม่เขาเลย แล้วก็อันนี้จะเอาไว้กินกับเกลือแล้วก็สมุนไพร แล้วก็น้ำจิ้มที่เป็นจากซอสเทอริยากิเพื่อให้กับลูกค้าใช้ราดต่อ สำหรับให้มันชุ่มไปอีก แล้วก็เป็นซอสงาคั่วสำหรับจิ้มกับหมาล่า เราจะมี 3 น้ำจิ้มตอนนี้“ตอนแรกเราเคาะราคามา 89 บาท ก็จะมีทั้งน้ำจิ้มแล้วก็ผักเคียงไปด้วย พร้อมทานเลยมีผักเคียงที่เป็นแบบ ปวยเล้ง+น้ำมันงาแล้วก็มีหัวไชเท้าดองหวาน ก็ 89 บาทตอนที่คิดราคา ก็คิดว่าที่จริงกำไรเราไม่ได้เยอะมากอะไรเงี้ย แต่เรารู้สึกว่าในเมื่อแบรนด์เราวางไว้ว่าให้คนเข้าถึงง่ายแล้ว ก็เลยอยากให้เข้าถึงง่ายในเรื่องราคาด้วย กำไรเราอาจจะไม่ได้แบบโอ้โหสูงลิ่ว! หรือว่าอะไรอย่างเงี้ยครับแต่ว่าโอเค พอมีกำไรมาทำให้แบรนด์แบบพัฒนาต่อได้ ผมก็เลยตั้งราคานี้ไว้”

เมนูใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเพิ่มในเดือนมิถุนายน ปลาดุกไร้ก้างต้มผักกาดดอง แบบเผ็ดชา
เน้นพรีออร์เดอผ่านไลน์ OA อยากชิมต้องจองคิวเท่านั้น!
ตอนที่เป็น “ไวรัล” ประมาณแบบเข้าสัปดาห์ที่ 2 ใช่ ก็คือสัปดาห์แรกเรายังขายได้ประมาณแบบ 10 ออร์เดอนิด ๆ แล้วก็ พอเข้าสัปดาห์ที่สองมันจาก 10 กระโดดเป็นแบบ 100 ออร์เดอ อะไรอย่างเงี้ย ด้วยการที่แบบมี “รีวิว” ใช่ มันก็เริ่มแบบเป็นกระแสต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อย ๆ“ออร์เดอช่วงเดือนแรกจะอยู่ที่ประมาณแบบ 100 (บวก/ลบ) ตอนนี้ออร์เดอต่อวันก็จะอยู่ที่ประมาณแบบ 200 (บวกๆ) อะไรอย่างเงี้ยครับ เดือนพฤษภาเต็มแล้ว! (วันที่ 30)” หน้าบ้านจะรับเป็น “พรีออร์เดอ” ล่วงหน้า แต่ว่าแผนต่อไปก็จะพยายามตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น หลายกลุ่ม ที่แบบขี้เกียจรอหรือว่าอะไรเงี้ยอาจจะแบ่งจำนวนกันอยู่บ้าง เพื่อให้ลูกค้าที่แบบอยากทานเลยอะไรอย่างเงี้ย แบบได้สั่งเดลิเวอรี่กันบ้าง

ที่มันขยายเร็วไม่ได้ เพราะว่าคุยกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นเพื่อนกันก็คือแบบต้นทางด้วยที่ ถ้าเติมจำนวนเร็วเกินไป การทำปลาก็จะมีปัญหา ใช่ เช่นเรื่องของขนาดหรือ เคยมีรอบหนึ่งที่แบบว่ารับมาเน้นให้มาแบบ สต็อกไว้เยอะ ๆ อะไรอย่างเงี้ย แต่กลายเป็นว่าปลาเย็นไม่ทัน ทำแบบไม่ดีเพราะว่าทางนั้นก็ต้องแบบจ้างน้อง ๆ มาเพิ่มด้วยอย่างเงี้ย กลายเป็นว่าแบบอันนั้นเราไม่ปล่อยให้ลูกค้าเลยก็เสีย ใช่ ก็เลยแบบว่าต้องควบคุมเรื่องของคุณภาพการทำปลาด้วย ก็เลยแบบค่อย ๆ ขยับ“ผมมาคิดว่าในปัจจุบัน โดยส่วนตัวก็ยังคิดว่าการเปิดหน้าบ้านอะไรเงี้ย ก็เข้าถึงได้ ถ้าเราทำหลาย ๆ อย่างให้มันมีคุณภาพ คนที่อยากมาชิมอยากทานอะไรเงี้ย ก็จะพยายามหาร้านนั้นอยู่ดีอะไรประมาณนี้ครับ แล้วก็ด้วยยุคนี้มันเป็นยุคโซเชียลมีเดียการทำคลิปวิดีโอออนไลน์เพื่อพูดถึงแบบวิธีคิด วิธีทำของเราบ่อย ๆ อะไรเงี้ยลูกค้าก็จะรู้จักเรามากขึ้น ใช่ ก็รู้สึกว่าการทำหน้าบ้านมันก็เป็นเรื่องดี เรื่องดีในเรื่องของแบบโอเคอยู่กันเป็นครอบครัวด้วยและก็เรื่องดีเรื่องของ “ต้นทุน” โดยเฉพาะค่าเช่าร้านก็ไม่ต้องกังวลอะไร เราก็ไปลงทุนกับเตากับอะไรอย่างเงี้ยกับน้อง ๆ ที่เข้ามาช่วยงานมากขึ้น ก็หายความกังวลเรื่องของการแบบไปเช่าอะไรเงี้ยต่างๆ”


เรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปกับหน้างาน พร้อมเพื่อการเติบโตต่อไป...
คุณฮิม-วิทวัส เสน่ห์จันทร์ เจ้าของแบรนด์ “ดุกดิก”DUKDIK ปลาดุกไร้ก้าง บอกด้วย ถ้าพูดตรง ๆ ตอนนี้ก็คือ เราปิดร้านเดลิเวอรี่ชั่วคราวอยู่ครับ(หัวเราะ) ใช่เพราะว่าไปเปิดจองผ่าน LINE ให้ลูกค้าจองทางไลน์อยู่ตอนนี้ แต่ว่าถ้าในแพลนอนาคตเดือนข้างหน้าก็คิดว่าก็จะเปิดทั้งเดลิเวอรี่ทั้งหมดที่ลูกค้าเข้าถึงได้ “ตอนนี้สองเดือนเต็มแล้วครับ ออร์เดอเดือนแรกประมาณ 1,500 ครับใช่ เดือนที่สองประมาณ 5,000 รวมแล้วขายมาถึงตอนนี้ก็ประมาณ 7,000 กว่า ๆ ออร์เดอต่อ 2 เดือนแล้ว(บวก/ลบ)” คือด้วยความเป็นชื่อแบรนด์ “ดุกดิก” DUKDIK อะไรเงี้ยครับคือผมน่ะมอง ไม่ได้มองว่าแบบดุกดิกจะเป็นแค่เมนูแบบมีแค่ 4 เมนูเท่านั้น หรือว่าเป็นเมนูย่างเท่านั้น อะไรก็ตามที่ทำให้แบบดุกดิกปลาดุกไร้ก้างเข้าถึงคนได้ง่ายมากขึ้น อะไรเงี้ยแล้วทุกคนแบบจะนึกถึงว่าเอ๊ยมื้อนี้กินปลาดุกไร้ก้างดีกว่า ผมน่ะไปทางนั้นหมด(หัวเราะ) เท่าที่นึกได้ อยากไปอยู่ในแบบในการสื่อสารแบบนั้นหมดเท่าที่นึกได้ ตอนนี้ก็พยายามแบบทำให้การเล่าเรื่องการสื่อสารของเรามันแบบไปในทิศทางนี้มากขึ้นเพราะมันเป็นสิ่งที่เราเริ่มต้นตั้งแต่แรก



อาจจะแบบไม่ได้มีเมนูย่างอย่างเดียว อาจจะมีเมนูอื่น ๆ อะไรเงี้ยและก็ขยายเข้าอื่น ๆ ตามความต้องการของลูกค้าอะไรเงี้ยครับ
ในเดือนมิถุนายนนี้ก็จะมีทางกูร์เมต์อีสที่สยามพารากอนเขาแบบเชิญไปลงบูธอะไรเงี้ยครับ 2 มิถุนายน-14 มิถุนายน ก็ไปลงบูธที่นี่ให้เรียบร้อยก่อนแล้วก็เดี๋ยวพาร์ท “ถุงซีลแช่แข็ง” อะไรเงี้ยก็จะเป็นอีกสเต็ปหนึ่ง“ด้วยแบรนด์เราเนาะ ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง ที่เราอยากจะเหมือนดุกดิกไปเรื่อย ๆ ในเรื่องของเมนู ใช่ วิธีแบบอะไรก็ตามอะไรเงี้ย แล้วก็เดือนมิถุนาฯ นี้เราจะเปิดเมนูแรกที่พารากอน เป็นเมนูปลาดุกไร้ก้างต้มผักกาดดองแบบเผ็ดชา ใช่ ก็คือเราจะบิดจากย่างอะไรเงี้ยมาแบบเหมือน เรารู้สึกว่าปลาดุกย่างอร่อยใช่ไหม ต้องมาลองปลาดุกแบบต้มผักกาดดองแบบเผ็ดชาแบบจีนดูอะไรอย่างเงี้ย”ก็อยากให้มาลองกันดู เป็นเมนูใหม่ของทางร้าน

ผมมองว่ามันเป็น “โอกาส” รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ไม่รู้แหละว่า ปัญหาแบบในวันข้างหน้าจะเจอความกดดัน จะเจออะไรบ้าง อะไรเงี้ย แต่โอกาสมันมาแล้วตอนนี้ก็คือ รับโอกาสและก็ลุยอย่างเดียว ตามความคาดหวังว่าเอ้อลูกค้าหรือว่าทางห้างฯ หรือว่าอะไรเงี้ยอยากให้เราแบบ คาดหวังอะไรยังไงก็พยายามแบบปรับปรุงทุก ๆ วันเลย ว่าแบบทำอย่างนี้ดีนะโอเคได้ ลองปรับดูอะไรเงี้ย ก็มีโอกาสเข้ามาก็ตอนนี้คือทำโอกาสนี้ให้ดีที่สุด ให้โอเคที่สุด ให้แบบแบรนด์ไปได้ไกลมากที่สุด

หนุ่มครีเอทีฟหยิบปลาดุกไทยมาแปลงร่างใหม่ “แบบไร้ก้าง” พร้อมเสิร์ฟฟีลปลาไหลญี่ปุ่นในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายสามารถติดตามร้านหรือสนใจสั่งจอง “ปลาดุกไร้ก้างย่าง” อร่อย ๆ ได้ทาง LINE : @dukdik FB : ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง หรือโทร.094-793-2492

คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด