จังหวัดนครสวรรค์แหล่งผลิตข้าวเปลือกที่สำคัญของไทย ทำให้มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ ซึ่งวันนี้ ถ้าเอ่ยถึงโรงสีข้าว หลายคนก็คงจะคุ้นชื่อกับ โรงสีข้าวยักษ์ใหญ่ จากจังหวัดนครสวรรค์ “ล้อพูนผล” ที่บุกเบิกการทำโรงสีจากเล็ก มีรายได้หลักสิบล้าน จนวันนี้ มีรายได้หลายพันล้าน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นศูนย์กลางการรับซื้อข้าวเปลือกไปแล้ว เพราะข้าวทั้งจากภาคเหนือ ภาคกลาง หรือ แม้แต่ภาคอีสาน มุ่งตรงไปยังโรงสีข้าว ที่นครสวรรค์แห่งนี้
อากง อาม่า เดินทางมาจากปท.จีน
เป็นลูกจ้างโรงสี ก่อนผันตัวมาทำเอง
นายถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group ทายาทรุ่นที่ 2 โรงสีข้าวรายใหญ่เมืองไทย จากจังหวัดนครสวรรค์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น “ล้อพูนผล” โรงสีเบอร์หนึ่งเมืองไทย ว่า มาจากคุณพ่อ คือ “นายเสวก ล้อพูนผล” ผู้ปลุกปั้น ต่อสู้จนสามารถสร้าง “ล้อพูนผล” เติบโต เป็นที่รู้จักในวงการค้าข้าว และเป็นโรงสีแรกที่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้กว่า 60 ประเทศ
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นกิจการโรงสี มาจาก “อากง อาม่า” อพยพมาจากเมืองจีน และมาเป็นพนักงานในโรงสี จังหวัดนครสวรรค์ ค่อยๆ เก็บเงิน และก็มาก่อตั้งโรงสีขึ้นมาเอง ก็เป็นการทำงานแบบกงสี หลังจากพ่อเรียนจบมา ก็ได้มาขยายกิจการโรงสี ต่อ โดยทำร่วมกับหุ้นส่วนเป็นญาติๆ กัน จนเมื่อ ย้อนไป ปี2548 พ่อได้แยกกิจการออกมาทำเอง จนได้มาเป็น ที่มาของ “ล้อพูนผล” จนถึงทุกวันนี้ โดยผมจะได้เข้ามาช่วยคุณพ่อหลังจากเรียนจบ ในปี 2550
โรงสีข้าวรายแรกๆ ที่หันมาทำตลาดส่งออกเอง
“ตอนที่ทำกิจการโรงสีข้าวล้อพูนผล แรกๆ พ่อยังไม่ได้ทำส่งออกเองจะมีตัวแทนที่ทำตลาดส่งออกก็มาติดต่อซื้อข้าวจากโรงสีของเรา เพื่อนำไปส่งออกอีกทอดหนึ่ง จนผม และน้องสาวเรียนจบมา เราสองคนพอจะรู้ภาษาอังกฤษ จึงได้มาลองทำตลาดส่งออกเอง ที่ผมตัดสินใจมาทำส่งออกเอง ส่วนหนึ่งเห็นว่า ข้าวจากโรงสีของเราก็ส่งออกอยู่แล้ว เดิมในอดีต ยังไม่เคยมีโรงสีไหนที่มาทำตลาดส่งออกเอง เพราะอาจจะไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษ พอมารุ่นผมและ น้องสาวเรียนซึ่งเรียนจบมาจากประเทศอังกฤษ ผมเรียนจบเอแบคมา มีความรู้ภาษาอังกฤษ เราก็เลยลองมาทำส่งออกดู”
เริ่มจากมีต่างประเทศติดต่อเข้ามาขอซื้อข้าวจากโรงสีของเราก่อน เริ่มจากประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอัฟริกา ปัจจุบันส่งออกไปกว่า 60 ประเทศ ทั่วโลก เคยทำสถิติส่งออกสูงสุดถึง 1 ล้านตัน และปีล่าสุดส่งออกอยู่ที่ 7 แสนตัน ชนิดของข้าวที่ส่งออกสูงสุด จะเป็นข้าวนึ่ง รองลงมา ข้าวขาว และข้าวหอมมะลิ
โดยข้าวนึ่งและข้าวขาวที่เราส่งออกไปประเทศอิรัก และตะวันออกกลางมากที่สุด คู่แข่งขอเราจะเป็นประเทศอินเดีย และเวียดนาม ขายข้าวในราคาที่ถูกกว่าเรา เพราะต้นทุนของเราถูกกว่า เนื่องจากชนิดและสายพันธุ์ข้าวที่พัฒนาขึ้นมาทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ทำให้สามารถขายได้ราคาที่ถูกกว่าเรา ซึ่งจะต้องถึงเวลาที่ต้องพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้ได้ผลิผลิตที่สูงขึ้น เพื่อจะได้แข่งขันกับเค้าในเรื่องราคาได้
กลยุทธ์ความซื่อสัตย์มัดใจลูกค้า
ที่ผ่านมา ที่เรายังคงสามารถรักษาลูกค้าเอาไว้ได้ มาจากจุดแข็งของเรา คือความซื่อสัตย์ที่ คุณพ่อจะให้ความสำคัญมาก ต้องส่งข้าวที่ตรงกับคุณภาพของข้าวที่ลูกค้าควรจะได้รับ ทำให้ลูกค้าก็ยังคงเหนี่ยวแน่น และซื้อข้าวจากเราตลอดกว่า 20 ปีที่เราทำมา แม้ว่าบางครั้งข้าวของเราจะราคาสูงกว่า ผู้ค้าข้าวรายอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไม่เฉพาะต่างประเทศ ข้าวที่ขายในประเทศ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ และความซื่อสัตย์ที่ให้กับลูกค้าไม่ว่าเราจะทำสินค้าอะไรออกมาก็ตาม
จากรับซื้อข้าวเปลือก 100 ตันในปีแรก สู่ 1 ล้านตันในปัจจุบัน
สำหรับ การมาตั้งโรงสีของคุณพ่อ ในช่วงแรกลงทุนไปประมาณ 40-50 ล้านบาท เริ่มจากรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในพื้นที่ ค่อยขยายไปนอกพื้นที่ปัจจุบันรับซื้อข้าวเปลือกเกือบจะทั่วประเทศ พ่อทำแรกรับซื้อปีละ 100 ตัน ปีต่อมาเพิ่มเป็นหลักพันตัน และหลักหมื่นตัน จนปัจจุบันรับซื้อหลักล้านตัน จากรายได้ปีแรกๆ 50 ล้านบาท ค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ปัจจุบันผมทำโรงสีกับพ่อมาเกือบ 20 ปี ตอนนี้ มีรายได้ประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท
กิจการปัจจุบัน ล้อพูนผล
ปัจจุบัน “LPP Group” ล้อพูนผล ดำเนินธุรกิจ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ประกอบธุรกิจโรงสีและแปรรูปข้าวรายใหญ่ของประเทศ จำหน่ายข้าวสารรู้จักภายใต้แบรนด์ “บัวชมพู”, “ชาวนาไทย”, “กุ้งคู่ทองคำ” และ “กุหลาบ”, ธุรกิจที่ 2 บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว ภายใต้แบรนด์ “LPP OIL” ซึ่งเป็นโรงงานผลิตน้ำมันรำข้าว เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย ที่รับ OEM มีลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มาทำน้ำมันรำข้าว ต้องการจะนำโปรดักส์ที่เหลือจากการทำโรงสีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และน้ำมันรำข้าว ก็เป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ แต่การทำน้ำมันรำข้าวมีต้นทุนสูง ข้าว 1 ไร่ นำบายโปรดักส์ออกมาน้ำมันรำข้าวได้เพียง 1-2 ขวดเท่านั้น
และล่าสุด LPP Group ได้เปิดอีกหนึ่งกิจการ บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่เคยมีนิคมอุตสาหกรรมด้านการเกษตรโดยเฉพาะในไทย จะเป็นการรวมตัวของ ผู้ทำธุรกิจการเกษตร เพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และเพื่อให้ผู้ที่ต้องการสินค้าด้านการเกษตร จะได้มาเจอกับเราที่นิคมอุตสาหกรรม เหมือนเป็นศูนย์กลาง เพื่อง่ายต่อการทำธุรกิจ และง่ายต่อเกษตรกร ที่จะเข้าถึง ผู้ผลิต โดยตรง
ติดต่อ โทร..056-373-011
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด


