การเดินทางอพยพย้ายถิ่นของสัตว์หลายชนิด เป็นปรากฏการณ์ทางชีววิทยาที่มีความน่าสนใจในหลายประเด็น เช่นว่า เหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดตามฤดูกาลอย่างสม่ำเสมอ และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้สัตว์ต้องเดินทาง มันไปเพื่อจะหาแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์กว่า หรือเพื่อหาสถานที่เหมาะสมและปลอดภัยในการสร้างครอบครัว หรือเพื่อหนีศัตรูที่จะมาคุกคามชีวิต หรือเพื่อหลบหนีภัยธรรมชาติ และคำตอบง่าย ๆ ก็มีว่า เพื่อการมีชีวิตที่ดีกว่า และเพื่อสายพันธุ์จะได้คงอยู่ตลอดไป เพราะถิ่นอาศัยได้เปลี่ยนไปตามฤดูกาล
โดยสัตว์อพยพหลายชนิดมีทั้งที่เป็นนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แมลง ปลา สัตว์เลื้อยคลาน ฯลฯ ที่จะเคลื่อนย้ายไปเป็นฝูง เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ ด้วยการบิน คลาน เลื้อย เดิน ว่ายน้ำ และสัตว์เหล่านี้ได้ทำกิจกรรมนี้มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ จนทำให้ดูเสมือนว่าความรู้สึกจะอพยพย้ายถิ่นของมันเป็นสิ่งที่มีอยู่ใน DNA และเมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็จะสร้างสถานอาศัยใหม่ ทำรังใหม่ สร้างอาณาจักรใหม่ วางไข่ เลี้ยงลูกอ่อนให้เติบใหญ่ จนลูกเติบโตพอจะพึ่งพาตนเองได้ แล้วมันก็จะเดินทางกลับฐานที่มันเคยอยู่ โดยสัตว์บางชนิดจะทิ้งให้ลูก ๆ กลับไปเอง แต่บางชนิดก็บินไปด้วยกัน
ในส่วนของสิ่งมีชีวิตที่อพยพ นกเป็นสัตว์ที่นักชีววิทยาศึกษามากที่สุดนั่นก็คือ นกที่มีสถิติเดินทางไกลที่สุดแบบไม่หยุดพัก ได้แก่ นกปากแอ่นหางลาย (bar-tailed godwit) (ชื่อวิทยาศาสตร์ Limosa lapponica) ที่มีขายาว จะงอยปากยาว ชอบทำรังตามชายฝั่งของมหาสมุทร Arctic เมื่อถึงฤดูหนาวมันจะบินไปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่อยู่ไกลออกไป 13,500 กิโลเมตร ข้ามมหาสมุทร Pacific โดยใช้เวลานานประมาณ 11 วัน ตามสถิติของ United States Geological Survey (USGS) ในปี 2022
สำหรับสถิติของนกที่บินไกล โดยการแวะพักตามเกาะเล็ก ๆ ตามทาง คือ นกนางนวลแกลบอาร์กติก (Arctic tern) (ชื่อวิทยาศาสตร์ Sterna paradisaea) ที่มีลำตัวยาว 32-35 เซนติเมตร มีช่วงปีกกว้าง 75-86 เซนติเมตร ชอบกินปลาเป็นอาหาร และมีอายุยืน 30 ปี สามารถบินไป-กลับได้ไกล 50,000-80,000 กิโลเมตร จากเขต Arctic ข้ามมหาสมุทร Atlantic ถึงทวีป Antarctica เมื่อถึงเวลาบินกลับมันจะบินย้อนเป็นตัว S ตลอดชีวิตมันจะบินได้ระยะทางไกลประมาณ 2 ล้านกิโลเมตร จึงคิดเป็น 5 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์
สถิติการบินสูงของนก คือ ห่านหัวลาย (bar-headed goose) (ชื่อวิทยาศาสตร์ Anser indicus) ที่มีลำตัวยาว 60-81 เซนติเมตร และมีช่วงปีกกว้าง 140-160 เซนติเมตร ชอบกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร มีขนเป็นลายดำสองลายที่หัว สามารถบินข้ามภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงได้สถิติความสูง 7,290 เมตร เช่น จากมองโกเลีย และทิเบต ข้ามเทือกเขาหิมาลัย ไปอินเดีย เพื่อใช้เวลาในฤดูหนาวที่นั่น คิดเป็นระยะทางไกล 3,150 กิโลเมตร ตามปกติห่านชนิดนี้จะบินที่ระยะสูง 3,500 เมตร การที่มันสามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะเลือดในตัวมันสามารถดูดกลืนออกซิเจนได้ดี และมันมีปอดกับกล้ามเนื้อปีกที่แข็งแรง
ตัว wildebeest (ชื่อวิทยาศาสตร์ Connochaetes taurinus) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ตัว gnu เป็นละมั่งแอฟริกา ที่หนักประมาณ 290 กิโลกรัม และมีอายุ 20 ปี เวลาอพยพย้ายถิ่น ในเดือนมกราคมถึงมีนาคม มันจะรวมฝูงและคลอดลูกในบริเวณทุ่งหญ้า Serengeti ตอนใต้ ก่อนเคลื่อนไปทางตะวันตกและเหนือ แล้วกลับลงใต้ ขบวนสัตว์จำนวนหมื่น-แสน กลุ่มใหญ่จะออกเดินทางจาก Tanzania ถึงทุ่งหญ้า Maasai Mara ใน Kenya โดยข้ามแม่น้ำที่มีฝูงจระเข้นับพันคอยล่ามัน และจะเดินทางกลับในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นระยะทางไป-กลับประมาณ 1,600 กิโลเมตร ในการเดินทางมันอาจใช้ความจำเรื่องเสียงและกลิ่นของสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางอพยพ
สำหรับวาฬหลังค่อม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Megaptera novaeangliae) มีลำตัวยาวตั้งแต่ 12-16 เมตร และหนักตั้งแต่ 25-40 ตัน มีอายุตั้งแต่ 50-80 ปี อาศัยอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลก ชอบกินอาหารที่เป็นกุ้งขนาดเล็ก (krill) ตามปกติมันใช้เวลานานในการอพยพจาก Alaska ถึง Hawaii เป็นระยะทาง 3,500 กิโลเมตร แล้วเดินทางไปต่อถึงออสเตรเลียกับแอนตาร์กติกา โดยใช้สนามแม่เหล็กโลก และใช้ความจำ ตามปกติเรามักจะเห็นแม่กับลูกวาฬเดินทางเป็นคู่ ๆ เป็นระยะทางไกล 4,800 กิโลเมตร โดยบางตัวใช้เวลานานประมาณ 28 วัน
ผีเสื้อจักรพรรดิ (Monarch butterfly) (ชื่อวิทยาศาสตร์ Danaus plexippus) เป็นสัตว์ประเภทแมลง ที่อาจจะมีช่วงปีกกว้าง 9-10 เซนติเมตร กินน้ำหวานดอกไม้เป็นอาหาร ตามปกติอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ เช่น ในแคนาดาหรือสหรัฐอเมริกา จะบินไปเม็กซิโก เป็นระยะทางไกล 4,800 กิโลเมตร เพื่อหนีฤดูหนาว โดยใช้ดวงอาทิตย์ และนาฬิกาชีวภาพในตัวเป็นอุปกรณ์นำทาง ตลอดจนต้องอาศัยกระแสลมและอากาศอุ่นช่วย ครั้นเมื่อถึงเวลาต้องอพยพกลับ ก็จะบินขึ้นทางทิศเหนือ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน นักชีววิทยามีความสงสัยว่า ทั้ง ๆ ที่ผีเสื้อบางตัว ไม่เคยบินไปเม็กซิโกมาก่อน แต่ก็ยังสามารถบินไปถึงจนได้ และเชื่อว่าพฤติกรรมการบินอพยพย้ายถิ่นได้ถูกถ่ายทอดโดยผ่านทางพันธุกรรม
ส่วนปลาแซลมอนแอตแลนติก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Salmo salar) ที่เติบโตในน้ำจืด จะว่ายออกทะเลไปเติบโตเต็มที่ในมหาสมุทร โดยใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี แล้วกลับไปยังแม่น้ำเดิม จนถึงสถานที่ให้กำเนิดเพื่อวางไข่ เป็นการเดินทางไกลร่วม 9,000 กิโลเมตร
นอกจากสัตว์อพยพเหล่านี้แล้วก็ยังมีค้างคาว ปลาไหล ปลาทูน่า นกกระสา ช้าง ฯลฯ ด้วย แต่ข้อมูลสัตว์ที่นักชีววิทยาได้ศึกษามากที่สุดก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับการบินอพยพของนก จากนกที่มี 11,131 สปีชีส์ มีนกเพียง 1,843 สปีชีส์เท่านั้น ที่บินอพยพ ซึ่งคิดเป็น 17% ตัวเลขนี้แสดงว่า นกส่วนใหญ่ไม่บินอพยพ
คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับนกยังมีอีกมาก เช่น นกเตรียมตัวอย่างไรก่อนจะบินอพยพ มันมีเทคนิค สไตล์การบินร่วมกันอย่างไรในการบินไกล และเหตุใดนกหลายชนิดจึงไม่อพยพ นกรู้ทิศทางที่จะบินไปจุดหมายปลายทางได้อย่างไร มันใช้ดวงอาทิตย์ ดวงดาว หรือสนามแม่เหล็กโลกในการนำทางอย่างไร นกรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาจะต้องออกเดินทางไป-กลับ และถ้านกหลงทางหรือเผชิญศัตรูอะไรจะเกิดขึ้นกับนกเหล่านั้น มันสามารถบินได้เร็วและสูงเพียงใด เหตุใดนกบางชนิดจึงบินไกล 1,000 กิโลเมตร ได้โดยไม่หยุดพักเลย
ในอดีตเมื่อ 80 ปีก่อน นักชีววิทยาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบินของนกมาก จนกระทั่งปี 1948 บุคคลแรกที่ศึกษากลไกการเรียนรู้และแผนที่การคิด คือ Edward Tolman (1886-1959) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน แห่งมหาวิทยาลัย California วิทยาเขต Berkeley ได้ศึกษาพฤติกรรมของหนูในการแสวงหาทิศทาง โดยให้หนูวิ่งอยู่ในเขาวงกต (maze) และพบว่าหนูมีความสามารถเรียนรู้เส้นทางไปถึงอาหารได้ ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะไม่มีอาหารหรือวกวนหรือถูกขวางกั้นอย่างไร ในเวลาต่อมา นักวิจัยคนอื่น ๆ ก็ยังได้พบว่า แม้แต่หนูแฮมสเตอร์ ห่าน คางคก และแมงมุม ก็ล้วนแต่หาเส้นทางไปถึงอาหารได้ อย่างไม่มีปัญหาใด ๆ
ในบทความเรื่อง “Cognitive maps in rats and men.” ในปี 1948 โดย E.C. Tolman ในวารสาร The Psychological Review ได้แสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีรางวัลให้หรือการตอบสนองต่อสิ่งเร้า แต่สำหรับในกรณีของคน ที่ถ้าไม่มี Google Map ไม่มีแผนที่ GPS หรือป้ายบอกชื่อเมือง ถนน โอกาสที่คนจะหาเส้นทางไปไหนมาไหนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะสมองมนุษย์ไม่มีความสามารถในการจดจำภาพรวมทางเรขาคณิตของเส้นทางได้หมด คือ จำได้เฉพาะสถานที่ที่อยู่ใกล้ ๆ เช่น ร้านค้า อาคาร หรือสถานที่ราชการ ฯลฯ จึงไม่สามารถจะนำภาพทั้งหมดมาเรียงต่อกันเป็นภาพในสามมิติได้
ด้าน Michael Jacob Kahana แห่งมหาวิทยาลัย Pennsylvania ใน Philadelphia ได้ศึกษาการทำงานของสมองคนที่เป็นโรคลมชัก (epilepsy) เพื่อดูว่าเซลล์ประสาทที่ตอบสนองต่อสถานที่ (place cell) และเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รู้ทิศทางในการเคลื่อนที่ของคนว่า ทำงานเหมือนเซลล์ประสาทในสมองหนูว่า ตอบสนองต่อจุดสังเกตเป้าหมายและทิศเดินทาง และได้พบว่า วิวัฒนาการของคนได้ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการสร้างแผนที่ 3 มิติในสมอง ดังจะเห็นได้จากการทดลองกับชาว Bedouin ที่ร่อนเร่ในทะเลทราย Sahara และกับชาว Inuit ในเขต Arctic และชนพื้นเมือง Aborigine ใน Australia พบว่า ประสบการณ์ของชนพื้นเมืองเหล่านั้น ได้ช่วยให้พวกเขาเดินทางได้อย่างไม่หลงทาง โดยเฉพาะภาษาของชาว Inuit ไม่มีคำที่แปลว่าหลงทาง เพราะพวกเขามักไม่หลงทาง โดยอาศัยการรอคอย จนกระทั่งสภาพแวดล้อมปราศจากหมอก ก็สามารถเห็นหนทางไปไหนมาไหนได้ชัด ประสบการณ์การเดินทางของคนเผ่านี้ ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของสิ่งแวดล้อม
การศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ทางชีววิทยาที่ช่วยให้สัตว์อพยพและเดินทางไกลได้ ทำให้พบว่า การเปลี่ยนเวลาที่ยาวนานของกลางวันตามฤดูกาล ทำให้การทำงานของนาฬิกาชีวภาพและฮอร์โมนหลายชนิดในนกเป็นตัวกระตุ้นการทำงานระบบต่อม endocrine เพื่อเปลี่ยนระดับฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมน prolactin และ corticosterone ที่ทำให้สัตว์มีอาการกระสับกระส่ายทางใจ หรือที่เรียกว่ามีอาการ Zugunruhe (Migratory restlessness) อันเป็นแรงกระตุ้นให้นกอยากบินตามธรรมชาติ แม้ตัวมันจะถูกกักขังอยู่ในกรงก็ตาม มันจะบินกระแทกกรง นี่เป็นสัญชาตญาณที่ทำให้นกต้องการเดินทาง เมื่อฤดูกาลอพยพของมันมาถึง และก่อนนกจะเดินทาง มันจะกินอาหารในปริมาณมากขึ้น เพื่อเก็บสะสมไขมันไว้ใช้ในยามเดินทาง จนอาจทำให้น้ำหนักตัวของมันเพิ่มถึง 50% นี่คืออาการที่เรียกว่า hyperphagia
อาการทางกายต่อมาก็คือ การเปลี่ยนขนาดของอวัยวะในร่างกาย โดยนกบางชนิด จะเพิ่มขนาดของระบบย่อยอาหารระหว่างสะสมพลังงาน และลดขนาดของระบบย่อยอาหาร เพิ่มกล้ามเนื้อหัวใจ และประสิทธิภาพในการหายใจ เพื่อรับออกซิเจนเข้าร่างกายในช่วงบินไกล ตลอดจนถึงการใช้เซลล์ประสาทในการตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กโลก (magnetoreceptor) โดยใช้โปรตีน cryptochrome ที่ไวต่อแสง ซึ่งฝังอยู่ในเซลล์ประสาทในจอตา เพื่อเร่งเร้าปฏิกิริยาเคมีในการสร้าง quantum radical pair ที่เป็นคู่อนุมูล ซึ่งมีอิเล็กตรอนหนึ่งตัวในแต่ละอนุมูล และอิเล็กตรอนสองตัวนี้ มีความพัวพันทาง spin กัน ทำหน้าที่ควบคุมทิศทางในการบินของนก
ในแบบจำลองนี้ สนามแม่เหล็กมีผลต่อ dynamics ของ spin และการเปลี่ยนสถานะแบบ singlet กับ triplet ที่มีพลังงานต่างกัน ดังนั้นเวลานกบินและสนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนทิศกับเปลี่ยนความความเข้ม พลังงานจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย จึงมีผลต่อปฏิกิริยาเคมี ที่ควบคุมสัญญาณต่าง ๆ ที่ส่งต่อระหว่างเซลล์ประสาท ทำให้นกปรับทิศทางการบินตามสนามแม่เหล็กโลกที่เปลี่ยนแปลง นี่จึงเป็นการโยงสมบัติ quantum ที่เกิดในเซลล์สมองของนก อันแสดงอิทธิพลของปรากฏการณ์พัวพัน (entanglement phenomenon) ระหว่าง spin ซึ่งขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง นั่นคือโปรตีน cryptochrome นอกจากจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแสงแล้ว ก็อาจจะมีปฏิกิริยาสนองต่อสนามแม่เหล็กโลกด้วย
ในวารสาร Nature เล่ม 594 ที่ตีพิมพ์เมื่อ 23 มิถุนายน 2021 Jingjing Xu จากมหาวิทยาลัย Oldenburg ในเยอรมนี ได้นำเสนอบทความชื่อ “Magnetic sensitivity of cryptochrome 4 from a migratory songbird” ที่แสดงว่าโปรตีนบางชนิดที่พบในสมองนก ทำให้นกสามารถจะใช้สนามแม่เหล็กในการนำทางได้ เพราะอิเล็กตรอนตัวหนึ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือ โปรตีน cryptochrome อาจทำงานได้ 2 รูปแบบ คือ ตอบสนองต่อแสง ultraviolet (UV) และตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กโลกด้วย
เวลานกบิน มันจะใช้หัวมันส่ายไป-มา เพื่อเปลี่ยนแนวของ receptor เมื่อเทียบกับสนามแม่เหล็กโลกที่เปลี่ยนแปลง การส่ายศีรษะไป-มาเช่นนี้ ให้ข้อมูลว่ามันสมควรจะบินไปทิศทางใด การทดลองยังแสดงให้เห็นว่า นกหลายชนิดมีโปรตีนที่ตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มน้อยมากได้ ในขณะที่ไก่และนกพิราบ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่อพยพ จะไม่มีโปรตีนที่ไวต่อสนามแม่เหล็ก
ในอดีตนักวิจัยเคยสนใจอนุภาคแม่เหล็กที่คิดว่าอยู่ในปลายจะงอยปากนก แต่เมื่อได้มีการพบโปรตีน cryptochrome ทฤษฎีนี้ก็ได้เป็นที่ยอมรับมากกว่า และนักวิทยาศาสตร์ได้พบพฤติกรรม ซึ่งแสดงสมบัติควอนตัมที่เกิดในจอตาของนก เพราะ spin ของอิเล็กตรอนทั้งคู่มีความพัวพันกัน คือ ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงด้วยกัน แม้ตามปกติปรากฏการณ์ควอนตัม มักจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเคร่งครัด แต่ในนกซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต ปรากฏการณ์ควอนตัมก็ยังบังเกิดได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนประหลาดใจ กระนั้นปัญหาวิจัยเรื่องความสามารถในการหาทิศทางและตำแหน่งในการบินของนกก็ยังไม่ยุติ
ข้อมูลเกี่ยวกับโปรตีน cryptochrome ยังสร้างปริศนาอีกมากมาย จนทำให้ทุกคนรู้ว่า เรายังไม่มีทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ และการที่นกบางสปีชีส์ ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะอพยพ นั่นทำให้เกิดปัญหาว่า โปรตีน cryptochrome ที่มีในตัวมัน อาจจะมีหลายรูปแบบอีกด้วย นอกเหนือจากโปรตีนชนิด CRY 4 (มนุษย์มี CRY 1 และ CRY 2 ในนาฬิกาชีวภาพ) คำถามเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องการศึกษาการทำงานสมองของนกอย่างละเอียดในทุกแง่มุม เพื่อให้รู้ว่าการเปลี่ยนแสงสว่างและสภาพอากาศ ตลอดจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีผลต่อการเดินทางอพยพของมันอย่างไร ความเข้าใจการทำงานของโปรตีนนี้ จะทำให้เราเข้าใจว่า เวลาสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลง เซลล์ประสาทในสมองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือถ้าเป็นกรณีสนามแม่เหล็กโลกกลับทิศ พฤติกรรมของนกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร นักอนุรักษ์สายพันธุ์นกก็สนใจจะรู้เส้นทางการบินอพยพของนกทุกชนิด และการบินหาที่อยู่อาศัยของมัน การรู้ทิศทางการอพยพของมันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ คำถามต่อไปที่น่าสนใจ คือ การรู้ว่าสัญญาณจากจอตาของนก สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบลักษณะการบินของนกได้อย่างไร
สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดก็มีโปรตีน cryptochrome เหมือนกัน แต่บทบาทของโปรตีนเหล่านี้ในการตอบสนองต่ออิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลกยังไม่ชัดเจน
วันหนึ่งในอนาคต คำตอบสำหรับเรื่องนี้จะช่วยป้องกันสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะนกที่กำลังจะสูญพันธุ์ได้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจว่ามันเลือกเส้นทางการอยู่และการย้ายถิ่นอาศัยอย่างไร โลกของเรายังมีปริศนาอีกเป็นจำนวนมากที่เรายังไม่รู้คำตอบครับ
อ่านเพิ่มเติม
1. More than half of Earth's migratory bird species are declining – here's how we can still save them". Yahoo News. 23 July 2026. Retrieved 23 July 2026.
2. Marra, Peter P.; Cooper, Nathan W.; Loss, Scott R.; Hunter, David; Bravo Hernández, Esmeralda; Citegetse, Geoffroy; Hewson, Chris M.; Jahn, Alex E.; Jones, Victoria R.; Ndang'ang'a, Paul Kariuki; Ozsanlav-Harris, Luke; Rosenberg, Kenneth V.; Vickery, Juliet A.; Viswanathan, Ashwin; Yong, Ding Li (23 July 2026). "Status, threats and conservation of Earth's migratory birds". Nature Reviews Biodiversity: 1–18. doi:10.1038/s44358-026-00177-7. ISSN 3005-0677
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์
+++++++++++++++++++++++++++++++++
แนะนำ E-book “100 นักฟิสิกส์พลิกโลก” เขียนโดย ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
อัจฉริยะ คือ บุคคลคุณภาพที่ทุกสังคมในโลกต้องการจะผลิตและมี เพราะบุคลากรที่มีความสามารถระดับพิเศษเหล่านี้ มีความสำคัญมากในการพลิกและเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืน ทั้งในด้านความคิด วิธีคิด และการเนรมิตความสะดวกสบายต่าง ๆ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยมนุษย์ในการต่อสู้ภัยพิบัติ และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้ยืนยงในโลกที่มีความซับซ้อนและความแปรปรวนสูง
การเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ นอกจากจะช่วยให้นักเรียน นิสิต ครูอาจารย์ และคนทั่วไป ได้เข้าใจความสำคัญของผลงานที่นักฟิสิกส์อัจฉริยะสร้างสรรค์แล้ว การเรียนรู้ประวัติยังช่วยผู้อ่านในการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีความมุ่งมั่นจะฟันฝ่าอุปสรรคและข้อจำกัดต่าง ๆ บนเส้นทางชีวิตที่จะนำตนไปสู่ความสำเร็จ อันจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง ครูอาจารย์ผู้สั่งสอนและบ่มเพาะความสามารถ ตลอดจนบิดามารดาผู้ให้กำเนิด และประเทศชาติที่ตนเป็นสมาชิกคนหนึ่ง ได้รู้สึกชื่นชมด้วย
ติดต่อผู้เขียนได้ที่


