xs
xsm
sm
md
lg

ขยะเก่ายังเคลียร์ไม่จบ “วราวุธ” จะตั้งนิคมขยะใหม่...เอาที่สุพรรณฯ เลยไหม?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ได้ฟังแนวคิดของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม “วราวุธ ศิลปอาชา” ที่พูดในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว ก็มีคำถามอยากฝากไปถึงทั่นรัฐมนตรี สักหน่อย

ทั่นบอกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ต้องไม่แลกกับปัญหามลพิษ และต้องไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง... ฟังแล้วก็ต้องบอกว่า... เห็นด้วย ใครจะไปค้าน!

แต่ปัญหาก็คือ…คำพูดกับสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ มันเดินไปด้วยกันหรือเปล่า?!

เพราะขณะที่ “ทั่นวราวุธ” กำลังพูดถึงการจัดการขยะอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำลังจะเพิ่มขึ้น ทั่นก็เสนอแนวคิดผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล 
พูดให้เห็นภาพก็คือ รวมโรงงานรีไซเคิลและกำจัดขยะ ของเสียอันตราย ไว้ในพื้นที่ควบคุม มีระบบบำบัดน้ำเสีย และติดตามตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง

ฟังตามหลักการ ก็มีเหตุผลชวนเคลิ้มคล้อย เพราะขยะพวกนี้ต้องมีที่จัดการอย่างถูกวิธี จะปล่อยให้เอาไปกองสุม ทิ้งเรี่ยราดไม่ได้ 
แต่ก็มีเรื่องที่ต้องฉุกคิด คือ… แล้วปัญหาขยะอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วในตอนนี้ เราจัดการกันไปถึงไหนแล้วล่ะครับทั่นรัฐมนตรี ?

ลองมองไปที่จังหวัดปราจีนบุรีสิ วันนี้ประชาชนกำลังกังวลกับปัญหามลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรม ยิ่งช่วงน้ำท่วม ก็มีทั้งน้ำเน่าเสีย และความกังวลว่าสิ่งปนเปื้อนจากพื้นที่ต่างๆ จะไหลออกมากับน้ำหรือไม่

แม้จะมีคำชี้แจงเรื่องผลตรวจที่ระบุว่า ไม่พบโลหะหนักบางรายการ...น้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตำตา ทำให้ประชาชนไม่เชื่อ เพราะมีทั้ง น้ำดำ น้ำสีรุ้ง กลิ่นเหม็น ปลาตาย... 
สิ่งประชาชนต้องการก็คือความมั่นใจว่า น้ำที่ไหลผ่านชุมชนปลอดภัยจริงๆ หากมีสารปนเปื้อนอะไร ก็บอกออกมาตามตรง จะได้มีการเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ปัญหาอย่างถูกวิธี 
ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่คำว่า “ตรวจแล้วไม่พบ” แต่ต้องมีข้อมูลที่ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งจุดเก็บตัวอย่าง วิธีตรวจ และผลตรวจที่ชัดเจน 
นี่แหละ คือโจทย์ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องตอบให้เคลียร์! 
แต่ความจริงดันไม่เป็นเช่นนั้น ...พอประชาชนมีคำถามกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า “ทั่นรัฐมนตรี” ก็พูดถึงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่อรองรับขยะในอนาคต


ประชาชนก็เลยอยากถามว่า ก่อนจะคิดเรื่อง “นิคมขยะแห่งใหม่” เราได้สรุปบทเรียนจากพื้นที่ ที่มีปัญหาอยู่แล้วหรือยัง?
ถ้าจะสร้างนิคมรีไซเคิลจริง ต้องตอบให้ได้ว่า ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ ใครจะรับผิดชอบถ้าเกิดน้ำเสีย ใครจะจ่ายค่าฟื้นฟูพื้นที่ และประชาชนในพื้นที่ จะมีสิทธิร่วมตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน

เพราะการเอาโรงงานเกี่ยวกับการจัดการขยะหลายแห่งมารวมกัน แล้วเรียกพื้นที่นั้นว่า “นิคมรีไซเคิล” มันไม่ได้แปลว่า ปัญหาจะหายไปโดยอัตโนมัติ

ถ้าระบบกำกับดูแลเข้มแข็ง มีมาตรฐานชัดเจน ตรวจสอบได้ ก็อาจช่วยให้จัดการขยะได้ดีขึ้น

แต่ถ้าระบบควบคุมไม่เข้มแข็งพอ ถูกเงินง้างก็อ่อนปวกเปียก ต่อให้ชื่อโครงการฟังดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ประชาชนก็จะยังกังวล หวาดผวา อยู่ดี!

ที่สำคัญ “ทั่นรัฐมนตรี” เอง ก็ยอมรับว่ากฎหมายบางฉบับล้าสมัยมานาน 40–50 ปี โทษปรับเดิมไม่เกิน 200,000 บาท จนผู้ประกอบการบางราย อาจมองว่าจ่ายค่าปรับยังคุ้มกว่าบำบัดของเสียให้ถูกต้อง

ถ้าเป็นอย่างนั้น ยิ่งต้องถามว่า แล้วที่ผ่านมาเราปล่อยให้กติกาแบบนี้อยู่มานานขนาดนี้ได้อย่างไร และการแก้กฎหมาย ที่กำลังผลักดันกันอยู่ จะทำให้คนที่สร้างความเสียหายต้องรับผิดจริงจังได้เมื่อไหร่?... ไม่ใช่แค่ลมปาก!

เพราะประชาชน ไม่ได้ต้องการฟังแค่ว่า รัฐบาลจะทำอะไรในอีกห้าปี หรือสิบปีข้างหน้า แต่เขาอยากรู้ด้วยว่า วันนี้ปัญหาที่อยู่หน้าบ้านเขา ใครต้องเป็นคนแก้ และจะแก้ให้เห็นผลเมื่อไหร่ !

เรื่องที่คิดจะตั้ง “นิคมขยะรีไซเคิล” ก็มีคนประชด ประชันกันว่า… เห็นด้วยอย่างยิ่ง และถ้าจะให้เร็ว ไม่มีคนค้านก็ขอให้ไปตั้งที่ สุพรรณบุรีเลยนะ...

นี่สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวล ของคนในจังหวัดอื่นๆ ... เพราะไม่มีใครอยากให้ปัญหาขยะย้ายมาอยู่หน้าบ้านตัวเอง โดยที่ยังไม่รู้ว่า ระบบควบคุมจะเอาอยู่หรือไม่

จึงอยากฝากไปถึง “ทั่นรัฐมนตรีวราวุธ” ว่า แนวคิดรีไซเคิล ไม่ใช่เรื่องผิด และประเทศไทยก็จำเป็นต้องเตรียมรับมือกับขยะจากเทคโนโลยีใหม่ๆ จริง

แต่ก่อนจะขายภาพอนาคตที่สะอาด สวยงาม ปลอดภัย ทั่นต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นกับการจัดการปัญหาในปัจจุบันเสียก่อน จะดีไหม

เพราะถ้า “ขยะเก่า” ยังจัดการไม่จบ กฎหมายยังต้องเร่งแก้ และประชาชนยังไม่มั่นใจในระบบควบคุม การพูดถึง “นิคมขยะแห่งใหม่” ก็ย่อมหนีไม่พ้นคำถามเดิมๆ

ทั่นจะทำให้ประชาชนเชื่อได้อย่างไรว่า นิคมรีไซเคิลแห่งใหม่ จะเป็นทางออกของปัญหา ไม่ใช่การเพิ่มความเสี่ยงให้กับชุมชนอีกแห่งหนึ่ง

คำตอบของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ชื่อโครงการหรอกนะทั่น ...แต่อยู่ที่ว่า ทั่นจะทำให้ประชาชนเห็นผลงานที่ตรวจสอบได้จริง เมื่อไหร่?!