xs
xsm
sm
md
lg

“โสภณ” นัดวิป 3 ฝ่ายถกกรอบซักฟอกสัปดาห์นี้ ย้ำต้องวัดกันที่หลักฐาน อย่าหลอกด่า-บูลลี่ ปชช.เบื่อสภา ทะเลาะกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“โสภณ” จ่อนัดวิป 3 ฝ่าย ถกกรอบศึกซักฟอกสัปดาห์นี้ ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ยังเห็นต่าง ชี้ อภิปรายไม่ไว้วางใจวัดกันที่หลักฐาน เตือนอย่าหลอกด่า-บูลลี่ ขอให้สร้างสรรค์ ลั่น ประชาชนเบื่อสภา ทะเลาะกัน กำชับอภิปรายต้องยึดข้อบังคับ บอกคดีฮั้ว สว.- เรื่องในอดีต ต้องดูความเชื่อมโยงรัฐบาลปัจจุบัน

วันนี้ (19 ต.ค.) ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลต้องการให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 วัน 27-29 ต.ค. และโหวตวันที่ 30 ต.ค. ว่า เป็นความเห็นของแต่ละฝ่าย จากที่ทราบฝ่ายค้านต้องการ 5 วัน ซึ่งกระบวนการหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยื่นวันเริ่มต้นมาที่สภา ทางสภาก็จะนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย มาพูดคุยกันว่าจะอภิปรายกี่วัน ก็ต้องดูความพร้อมและความเห็น 3 ฝ่าย ต้องเคารพซึ่งกันและกันว่าฝ่ายค้านมีความจำเป็นขนาดไหน กี่วัน หรือทาง ครม. มีความเห็นอย่างไร ซึ่งการอภิปราย 18 คน ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ ในอดีตก็เคยมีทั้งคณะ คาดว่า จะมีการกำหนดวันจริงๆ น่าจะภายในสัปดาห์นี้ โดยตนได้มอบหมายให้ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภา คนที่ 1 ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็จะนัดทั้ง 3 ฝ่าย แต่ในวันนี้ (19 ต.ค.) ตนยังไม่เห็นหนังสือ หากเห็นก็จะนัดประชุม เราก็อยากให้เร็วเพราะจะได้เตรียมทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงประธานในการทำหน้าที่ด้วย

เมื่อถามย้ำว่า เบื้องต้นได้มีวางกรอบสัปดาห์หน้าอย่างไร นายโสภณ กล่าวว่า ยังไม่ทราบจริงๆ ขอให้ตกลงกันได้เร็วที่สุดจะได้กำหนดกรอบว่าเป็นวันไหน อยู่ที่การเจรจา

เมื่อถามว่า ในญัตติของฝ่ายค้านสามารถอภิปรายได้ทุกประเด็นใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า การอภิปราย คือ การกล่าวหาว่า ครม. หรือรัฐมนตรีท่านนั้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่น ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งทาง ครม. มีหน้าที่มาแก้ข้อกล่าวหา และเชื่อว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายหากทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภา และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการกล่าวหาอย่างรุนแรง ถึงขั้นรุนแรง แต่ขั้นรุนแรงไม่ใช่คำด่า เพราะคำด่าไม่รู้จะชี้แจงอย่างไร แต่คำกล่าวหา ทุจริตอย่างไร โกงอย่างไร ก็ต้องเอาหลักฐานมาโชว์ เมื่อกล่าวหาว่าโกงต้องเอาหลักฐานมาโชว์ ฝ่าย ครม.ก็ต้องเอาหลักฐานมาแก้

“การฟังขึ้นหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำ ไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำรุนแรงและจะเกิดความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ มันอยู่ที่หลักฐาน ฝ่ายนี้ก็เหมือนกันอยู่ที่หลักฐานการแก้ ผมจึงอยากเห็นว่า หากเราอยากเป็นสภาฯ ที่สร้างสรรค์จริงๆ ทั้ง 2 ฝ่าย ช่วยกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่หลอกด่ากัน ซึ่งทำแบบนั้นประชาชนเขาไม่อยากให้เกิดในสภานี้ ไม่ใช่ผม ผมที่ไหนคนก็จะบ่นว่าบางทีก็เบื่อไม่อยากฟังมีแต่เรื่องทะเลาะกัน ฉะนั้น หากกล่าวหาอย่างมีเหตุผล ตามหลักการว่าทุจริตอะไรก็ฟังขึ้น ส่วนผู้ชี้แจงก็มีหน้าที่ชี้แจงไม่ได้กล่าวหาฝ่ายนั้นเพิ่มอีก หากทุกฝ่ายปฏิบัติอย่างสุภาพโดยเนื้อหาการอภิปราย ซึ่งคำสุภาพดูมีเหตุมีผลดีกว่าคำหยาบ คำด่าทอ หรือบูลลี่ อาจจะทำให้ได้ผลคนอาจจะเห็นด้วยมากกว่าคำพวกนั้น เพราะผมเชื่อว่าในสังคมคนที่มีใจเป็นธรรมมีมาก การใช้ความรุนแรงอาจจะได้ใจบางคน ซึ่งอาจเป็นส่วนน้อยในสังคม จึงไม่อยากเห็นภาพที่ทะเลาะเบาะแว้งจากเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เราอยากเห็นการเมืองที่เดินหน้าได้ เราต้องสร้างศรัทธาให้กับประชาชน” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีคดีฮั้ว สว. ในคำกล่าวหาของฝ่ายค้าน นายโสภณ กล่าวว่า จะต้องพิจารณาว่าอภิปรายถึงใคร มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร อภิปรายประเด็นอะไร เรื่องอะไร เพราะจบในกระบวนการของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว และตามข้อกล่าวหานั้นจะต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น ครั้งนี้ก็ต้องดูว่าอภิปรายเรื่องอะไร อภิปรายได้หรือไม่ตามข้อบังคับ ซึ่งจะต้องเน้นการทำงานในรัฐบาลปัจจุบัน แต่ความเป็นบุคคลนั้นติดตัวตั้งแต่เกิดจนตาย หากไปย้อนอดีตแต่ไม่ใช่การทำงานของรัฐบาลนี้ก็ไม่สามารถที่จะนำมาอภิปรายได้ เบื้องต้นเห็นว่าการอภิปรายแต่ละวันที่จะเกิดขึ้นควรจะจบที่เวลาเที่ยงคืน หรือ 24.00 น. ของแต่ละวัน เพราะหากดึกมากคนก็ไม่ฟัง แต่ทั้งนี้อยู่ที่การเจรจา