xs
xsm
sm
md
lg

“ลุงตู่” คนเปิดประตูไว้ แล้วใครปล่อยให้ขยะพิษทะลักถึงวันนี้ ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้เราต้องมาคุยกันเรื่องขยะพิษที่ปราจีนบุรี กันหน่อย เพพราะเป็นเรื่องสำคัญระดับวาระแห่งชาติ

ไม่ใช่แค่เรื่องโรงงานแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสีย ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำดำ ปลาตาย หรือกลิ่นสารเคมีที่ชาวบ้านต้องทนอยู่กับมัน

แต่เรื่องมันใหญ่กว่านั้น คือ ทำไมประเทศไทยถึงปล่อยให้ธุรกิจจัดการกากอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นมาได้ขนาดนี้ โดยที่ประชาชนยังต้องมาลุ้นกันทุกวันว่า น้ำที่กิน น้ำที่ใช้ กุ้ง หอย ปู ปลา พืชผัก ผลไม้ที่กิน และอากาศที่หายใจเข้าไป จะปลอดภัยหรือเปล่า

แล้วถ้าจะไล่ปัญหานี้กลับไปถึงต้นทาง เราก็ต้องย้อนกลับไปดูนโยบาย และกติกาในยุครัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ด้วย

เพราะรัฐบาลยุคนั้น ไม่ได้มีแค่คำประกาศเรื่องความมั่นคง หรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ยังเป็นช่วงที่มีการปรับปรุงกฎหมาย และระบบกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

ต้นตอเชิงนโยบายที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือเมื่อปี 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ยกเว้นข้อกำหนดผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท รวมถึงโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรม เปิดทางให้กิจการเหล่านี้สามารถตั้งในพื้นที่ ที่เดิมมีข้อจำกัดด้านผังเมืองได้ 
คำสั่งดังกล่าว ออกเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 โดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในฐานะหัวหน้าคสช. อาศัยอำนาจตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 โดยมีสาระสำคัญคือ การยกเว้นการบังคับใช้ข้อกำหนดผังเมืองรวมสำหรับกิจการที่กำหนด ซึ่งครอบคลุมโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมประเภท 101, 105 และ 106 
นั่นเท่ากับ “ลุงตู่” ได้เปิดประตูไว้ให้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ขอพูดให้ชัดก่อนว่า กฎหมายโรงงานรับจัดการขยะ ไม่ได้เพิ่งเกิดในยุค “ลุงตู่” โรงงานประเภท 105 และ 106 มีฐานอยู่ใน พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 มาก่อนแล้ว

ประเภท 105 คือ กิจการเกี่ยวกับการคัดแยก หรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว... ส่วนประเภท 106 คือ การนำของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยกระบวนการอุตสาหกรรม

ตลอดระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา จังหวัดปราจีนบุรี จึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่มีโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมกระจุกตัว โดยมีรายงานข้อมูลโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตภายใต้คำสั่งดังกล่าว รวม 105 แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ใน อ.กบินทร์บุรี 47 แห่ง และ อ.ศรีมหาโพธิ 44 แห่ง รวมสองอำเภอ มากถึง 91 แห่ง สะท้อนให้เห็นการขยายตัวของกิจการประเภทนี้ในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์” มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ ห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามรายการที่กำหนด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2563 เป็นต้นไป

นั่นแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงจากการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ จนต้องออกมาตรการห้ามนำเข้า

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาการลักลอบนำเข้า การสำแดงสินค้าไม่ตรงกับความจริง และการนำเศษวัสดุที่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนเข้ามา ก็ยังเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐ ต้องตามจัดการต่อมาอีกหลายปี แต่ก็ยังจัดการได้ไม่หมด


ปัญหา “ขยะพิษ” กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังเกิดปัญหาสารเคมีจากกากอุตสาหกรรมรั่วไหล ใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วม และสร้างความกังวลให้ประชาชนเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารอันตรายในสิ่งแวดล้อม

“วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม ทำขึงขัง สั่งการให้ดำเนินมาตรการตาม มาตรา 39 กับโรงงานที่กระทำผิดกฎหมาย รวมถึงสั่งหยุดประกอบกิจการ ห้ามเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ และให้คลุมบ่อกักเก็บสารเคมี พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากพบการกระทำผิดชัดเจน จะดำเนินการปิดโรงงานทันที และก็ได้เชือดไก่ให้ลิงดูไปแล้ว 3 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสารเคมีอุตสาหกรรมไม่ได้จบลงเพียงการสั่งปิดโรงงานที่กระทำผิด แต่ต้องย้อนตรวจสอบไปถึงนโยบายที่เปิดทางให้โรงงานเหล่านี้ตั้งขึ้น การอนุญาตประกอบกิจการ และการกำกับดูแลตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเป็นผู้รับผลกระทบจากความบกพร่องของระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ทีนี้กลับมาโฟกัส ที่จ.ปราจีนบุรี ปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ ต้องมองให้เห็นอย่างน้อย 3 ระดับ

ระดับแรก คือ โรงงานที่ได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามกฎหมาย แต่กระบวนการจัดการของเสีย ก็ยังต้องมีมาตรการป้องกันมลพิษอย่างเข้มงวด เพราะการจัดการของเสียอุตสาหกรรม มีความเสี่ยง หากควบคุมไม่ดีพอ

ระดับที่สอง คือ โรงงานที่ขออนุญาตทำกิจการอย่างหนึ่ง แต่ถ้าภายหลังไปทำอีกกิจการหนึ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้กระบวนการ ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ก็ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย หรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากได้รับอนุญาตให้คัดแยกวัสดุ แต่กลับมีการหลอมโลหะ หรือแปรรูปด้วยกระบวนการที่ไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ก็ต้องตรวจสอบทั้งใบอนุญาต เครื่องจักร กระบวนการผลิต และการปล่อยมลพิษ

ส่วนระดับที่สาม คือโรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด หรือมีการลักลอบประกอบกิจการอย่างผิดกฎหมาย

แบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแก้ไขปรับปรุงโรงงานแล้วจบ แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย หากพบความผิด
เพราะถ้ารัฐตรวจพบแล้วสั่งปิด แต่ไม่มีการติดตามให้แน่ใจว่าหยุดกิจการจริงหรือไม่ ไม่มีการจัดการกากของเสียที่ตกค้าง และไม่มีการเอาผิดเมื่อพบการกระทำผิดซ้ำ คำสั่งปิดโรงงานก็อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

และเมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำเสีย หรือสารปนเปื้อนที่สะสมอยู่ตามพื้นที่โรงงานและจุดกองเก็บของเสีย ก็อาจถูกชะล้างออกสู่พื้นที่โดยรอบได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง คือ การอนุญาตโรงงาน การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ประกอบการในพื้นที่

หากมีข้อกล่าวหาเรื่องการเอื้อประโยชน์ หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะ ก็ต้องตรวจสอบเส้นทางการอนุญาต เอกสารราชการ และหลักฐานการกระทำผิด ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนตั้งคำถามอยู่ฝ่ายเดียว

โดยเฉพาะเมื่อมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับโรงงานหลายแห่งในจังหวัดเดียวกัน รัฐต้องอธิบายให้ได้ว่า ใครเป็นผู้อนุญาต ใครเป็นผู้ตรวจสอบ ใครพบความผิดแล้ว และใครต้องรับผิดชอบ

เพราะปัญหานี้ไม่ได้จบที่โรงงานแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่มันเกี่ยวข้องกับระบบกำกับดูแลทั้งระบบ


และวันนี้ เมื่อชาวปราจีนบุรี ออกมาคัดค้านแนวทางที่จะเพิ่มบทบาทจังหวัดให้รองรับกิจกรรมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่ตีตราว่า ชาวบ้านขัดขวางการพัฒนา

แต่ต้องอธิบายให้ชัดว่า แผนดังกล่าว จะทำให้ปราจีนบุรีต้องรับกากอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นหรือไม่ จะใช้พื้นที่ไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีระบบป้องกันมลพิษที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างไร

เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมอาจสร้างรายได้ สร้างงาน และเพิ่มการลงทุนก็จริง แต่ประชาชนไม่ควรต้องจ่ายต้นทุนด้วยสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของตัวเอง

สุดท้ายนี้ อยากฝากคำถามไปถึงรัฐบาลทุกยุค ตั้งแต่รัฐบาลลุงตู่ มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน

ถ้ารัฐอนุญาตให้โรงงานเกิดขึ้นได้ รัฐก็ต้องมีความสามารถควบคุมโรงงานเหล่านั้นด้วย

ถ้าโรงงานทำผิด ต้องตรวจสอบและดำเนินคดี ถ้าสารพิษปนเปื้อน ต้องเร่งฟื้นฟู ถ้ามีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องตรวจสอบผู้รับผิดชอบ และถ้ามีการเอื้อประโยชน์จริง ก็ต้องเอาหลักฐานมาพิสูจน์ และดำเนินการตามกฎหมาย

อย่าให้ประชาชนต้องเห็นแค่รถเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจ เห็นคำสั่งปิดโรงงาน แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาถามคำถามเดิมว่า ปัญหาหายไปจริงหรือยัง

เพราะถ้ารัฐยังตอบไม่ได้ว่า ใครปล่อยให้ปัญหาสะสม ใครต้องรับผิดชอบ และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร

ต่อให้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือประกาศแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอีกกี่ฉบับ ก็ไม่มีความหมาย หากประชาชนยังต้องอยู่กับความเสี่ยงจากขยะพิษในบ้านของตัวเอง

ปราจีนบุรี ไม่ใช่ถังขยะของใคร และสิ่งแวดล้อมของประชาชน ก็ไม่ควรเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม