แม้ว่าในงานศพ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะผ่านไปแล้ว แต่ภายในงานดังกล่าวได้เห็นภาพสะท้อนหลายอย่างออกมา โดยเฉพาะในทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลผสมในวันข้างหน้า
ในงานศพดังกล่าว หากโฟกัสเฉพาะจุด ก็จะเห็นภาพของระดับแกนนำ ระดับ “เจ้าของพรรค” หรือจะเรียกว่า “ผู้มีบารมี” แล้วแต่จะเรียกกัน อย่างไรก็ดีหากเริ่มจากพรรคเพื่อไทยแล้วมองข้ามเรื่อง “สามอดีตนายกฯ” อะไรนั่นออกไป เพราะมันไม่มีความหมาย แต่ที่ต้องพูดถึงกันก็คือ “หนึ่งนายกฯ” กับ “ หนึ่งอดีตนายกฯ” เท่านั้น
คนแรกก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับอีกคน คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “เจ้าของพรรคเพื่อไทย” ตัวจริงเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากอากัปกิริยาของ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่นั่งติดกันภายในงานแบบกระมิดกระเมี้ยน รวมไปถึงอาการ “กราบ” ที่ตักของ นายทักษิณ ชินวัตร ก่อนจากกันนั้น ย่อมมีความหมาย แน่นอนว่าเป็นอาการของการแสดงความเคารพผู้อาวุโสกว่า รวมไปถึง “ผู้ที่เคยมีพระคุณ” เหมือนอย่างที่ นายอนุทิน ได้บอกกล่าวในเวลาต่อมา ไม่มีเรื่องการเมือง หรือคุยกันเรื่องการเมือง เพียงแค่การสอบถามสารทุกข์สุกดิบเท่านั้นเอง
นายอนุทิน เล่าบรรยากาศให้ฟังว่า เราไปเจอกันในงานศพของคนที่เราเคารพนับถือ ไม่ใช่ไปเจอกันในบรรยากาศที่ชื่นมื่นสนุกสนาน พูดคุยพบปะกันแสดงความเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ พร้อมกับกล่าวว่า ตั้งแต่รู้จักนายทักษิณ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็เจอกันมาตลอด อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดคุยกันไม่ได้ ยิ่งมาเป็นรัฐบาลเดียวกัน ทำไมจะพบไม่ได้ หากจะพบ
เมื่อถามว่า คำว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทางการเมืองยังใช้ได้อยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ถ้ามีเป้าหมายตรงกัน คือ ประชาชนประเทศชาติได้ประโยชน์ ประเทศเข้มแข็งทำแล้วเกิดความเจริญให้กับประเทศ เอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง เอาเรื่องประเทศชาติประชาชนมาเป็นเป้าหมายให้เราต้องทำให้สำเร็จก่อน
ส่วนความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลที่เหนียวแน่นไม่จำเป็นต้องดึงพรรคอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาลอีก ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันเคยมีเรื่องนี้หรือเปล่า”
เมื่อถามย้ำว่า ก่อนหน้านี้มีการมองกันว่า บางพรรคอยากเข้ามาร่วมรัฐบาล และรอให้มีการสลับขั้ว นายอนุทิน กล่าวว่า “ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีพรรคไหนอยากเป็นฝ่ายค้าน เพราะสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งมีการตั้งรัฐบาล เข้ามาแล้วทุกฝ่ายก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ รัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ ก็ว่ากันไปแบบนี้ ส่วนจะอยู่ครบ 4 ปี นายอนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า ก็ต้องอยู่ให้ได้ ถ้าอยู่ได้ก็ต้องอยู่ เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน
สรุปก็คือ เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเจอกันเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนเรื่องไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวรนั้น หากมีเป้าหมายเพื่อประชาชน ทุกอย่างก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ความหมายก็คือ ทุกอย่างเป็นไปได้หมดด้วย “การอ้างประโยชน์ของประชาชน” เข้าใจความหมายประมาณนั้นแหละ และ ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล เพื่อสามารถขับเคลื่อนประโยชน์ไปถึงประชาชนได้มากกว่า(อ้างประชาชน วันยังค่ำ)
อย่างไรก็ดี อีกมุมหนึ่งหากพิจารณากันแบบความจริงสำหรับรัฐบาลผสมที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อพิจารณาจากตัวเลขทางคณิตศาสตร์ ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคเพื่อไทย เป็น “ตัวแปร” สำคัญที่สุด นั่นคือ หากพรรคเพื่อไทยถอนตัวหรือ “ย้ายข้ามขั้ว” ก็ย่อมทำให้รัฐบาล “น้ำเงิน-แดง” พังครืนลงทันที
แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะมีข่าวลือเรื่องดีลลับจับขั้วใหม่ “ส้ม-แดง-เขียว” อะไรนั่น ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นไปได้ยากก็ตาม แต่ขณะเดียวกัน เกมที่ว่านั้นก็อาจทำให้ขวัญผวาได้ไม่น้อยเหมือนกัน
แต่ถึงอย่างไร เมื่อพิจารณาจาก “แรงกระแทก” จากภายนอกที่กระหน่ำเข้าใส่รัฐบาล และ “พรรคสีน้ำเงิน”ในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลที่มีอายุเพียงแค่ 5 เดือนเท่านั้น เรียกว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนจนแทบยืนไม่อยู่ และหนทางข้างหน้ายังมีแนวโน้มว่าจะ “โดนหนัก” กว่าเดิมอีก เพราะหลายคดีที่เริ่มสรุปชัดเจน อย่างน้อยก็สองสามเรื่องในเดือนสิงหาคมนี้
เรื่องแรกคือกรณี “บัตรเลือกตั้ง” ที่แม้ว่าอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่หากผลออกมาว่าเป็นการเลือกตั้ง “ไม่ลับ” แล้วละก็ มันก็มีความเสี่ยง และเกิดความวุ่นวายตามมา
เรื่อง “ฮั้ว ส.ว.” ที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับปากว่าจะสรุปภายในเดือนนี้เช่นกัน กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น ที่กำลังถูกจับตามองว่าจะมีการ “ตัดตอน” หรือไม่อย่างไร เป็นต้น
และที่สำคัญ ศึกหนักที่รออยู่ข้างหน้าก็คือ เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสมัยสามัญในปลายเดือนนี้ ก็ต้องถูกฝ่ายค้านกระหน่ำซ้ำเติมอีก และในช่วงปลายสมัยประชุม ที่มีการ “จองกฐิน” ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการยื่นญัตติ “ซักฟอก” แน่นอน ซึ่ง นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะต้อง “โดนหนัก” รวมไปถึง “ลูกเทพ” ตัวจริง อย่าง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ลูกชายของ “ครูใหญ่” นายเนวิน ชิดชอบ ที่ถูกฝ่ายค้าน “หมายหัว” เอาไว้แน่
ดังนั้น หากพิจารณากันจาก “ไทม์ไลน์” ที่เห็นกันอยู่ข้างหน้าว่าต้องเจอกับศักหนักอย่างไรบ้าง มันก็สามารถอธิบาย “ภาพการกราบ” ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และเมื่อพิจารณาจากตัวเลขคณิตศาสตร์ที่ว่า พรรคเพื่อไทยเป็น “ตัวแปร” สำคัญ ทำนองว่า “พี่อย่าทิ้งผมไปเป็นอันขาดนะ” อะไรทำนองนั้น แม้ว่าในสถานการณ์จริงสถานการณ์ตอนนี้ยังมั่นคงกันอยู่ก็ตาม แต่วันข้างหน้านั้นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะต้องมองกันช็อตต่อช็อต วันนี้อาจยังเป็นไปไม่ได้ แต่พรุ่งนี้ไม่แน่ อย่าดูเบาเชียวนะ !!


