xs
xsm
sm
md
lg

3 บอร์ด กสทช.ยันไม่ร่วมประชุม “หมอสรณ” สนง.แจงเชิญครบ 7 คน เหตุรอโปรดเกล้าฯ “ภคมน” จี้ทำตาม กม.- ไม่ใช่ลูกน้อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



3 บอร์ด กสทช. ยันไม่ร่วมประชุม “หมอสรณ” หลังมติสรรหาชี้พ้นเก้าอี้ หวั่นมติบอร์ดสะเทือน ขณะที่สำนักงาน  กสทช.สวน ต้องเชิญครบ 7 คน รอโปรดเกล้าฯ พ้นตำแหน่งก่อน “ภคมน” เดือดลั่นทำตามกฎหมาย-ไม่ใช่ลูกน้องใคร

วันนี้ (13 ส.ค.) ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน พิจารณาผลมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. กรณีวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยเชิญกรรมการ กสทช. หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล

น.ส.ภคมน กล่าวว่า หลังคณะกรรมการสรรหา มีมติว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง แต่ยังพยายามเข้าร่วมประชุมบอร์ด กสทช. จนเกิดปัญหาการประชุม ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคกังวลต่อการทำงานของ กสทช. ในช่วงที่สถานะของประธานยังเป็นข้อถกเถียง แม้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีการนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งแล้วก็ตาม

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง กล่าวว่า ตามมาตรา 20 เมื่อเกิดเหตุให้กรรมการเท่าที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ปัจจุบันจึงเหลือกรรมการ 6 คน ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่ตนไม่สามารถเข้าประชุมร่วมกับ นพ.สรณ เพราะเห็นว่ามติคณะกรรมการสรรหาที่ให้พ้นจากตำแหน่งมีผลแล้ว และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อน พร้อมเตือนว่า หากยังร่วมประชุมหรือทำหน้าที่ประธาน อาจกระทบต่อการอนุมัติเรื่องต่างๆ ภายหลังมติดังกล่าว

ด้าน น.ส.พรพิมล อุ่นไพร ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเทคโนโลยีและพลังงาน ชี้แจงว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้วินิจฉัยข้อถกเถียงเรื่องสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ในกรณีนี้ เนื่องจากยังไม่มีการหารือมายังคณะกรรมการกฤษฎีกา

ขณะที่ น.ส.อรดา เทพยายน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการแทนรองเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงอีกมุมว่า สำนักงานได้รับหนังสือคัดค้านแล้ว แต่เห็นว่า กรณีของ นพ.สรณ ต้องดำเนินการตามมาตรา 20 (5) วรรคสอง ซึ่งต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง จึงต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อน

ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน กสทช. จึงยังต้องจัดประชุมและเชิญกรรมการทั้ง 7 คนตามปกติ ไม่สามารถตัดกรรมการคนใดออกจากการประชุมได้ โดยยืนยันว่า ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ตลอดจนแนวคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ส่วนความเห็นที่แตกต่างสามารถโต้แย้งได้ แต่การวินิจฉัยต้องเป็นหน้าที่ขององค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย

น.ส.อรดา ยังระบุว่า กมธ.สามารถรับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวได้ แต่กระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยต้องเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมขอให้บันทึกความเห็นว่าเรื่องนี้ยังเป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหา และยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

คำชี้แจงดังกล่าวทำให้ น.ส.ภคมน ตอบโต้ว่า กมธ.พิจารณาเรื่องนี้มาแล้ว 4 ครั้ง ภายใต้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง นพ.สรณ และรักษาการเลขาธิการ กสทช. มาให้ข้อมูลหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ พร้อมยืนยันว่า การทำงานของ กมธ.เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเป็นสิทธิในฐานะประชาชน ไม่จำเป็นต้องปรึกษาสำนักงาน กสทช. เพราะตน “ไม่ใช่ลูกน้อง” ของ นพ.สรณ หรือ นายไตรรัตน์

ด้าน น.ส.พิรงรอง รามสูต กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า เมื่อรับทราบข้อมูลเรื่องลักษณะต้องห้ามอย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา การคุ้มครองตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในส่วนที่ยังไม่ทราบข้อมูลย่อมหมดไป และเห็นว่า เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติตามกฎหมาย ผู้ดำรงตำแหน่งสามารถหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวได้

น.ส.พิรงรอง ยกกรณีอดีตกรรมการ กสทช. ที่เคยถูกศาลอาญาพิพากษาจนเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม และตัดสินใจยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ไม่รับค่าตอบแทน พร้อมคืนทรัพย์สินและรถประจำตำแหน่ง เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานขององค์กร โดยมองว่าเป็นบรรทัดฐานที่เหมาะสม

พร้อมเตือนว่า หากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแล้วภายหลังมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลัง อาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจาก กสทช.กำกับดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ทั้งผู้ถือครองซิมโทรศัพท์กว่า 100 ล้านเลขหมาย และผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศกว่า 70 ล้านคน

นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. ระบุว่า หากสำนักงาน กสทช.ยังคงจัดประชุม โดยมี นพ.สรณ เข้าร่วม และภายหลังพบว่า ไม่มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่จนสร้างความเสียหาย ก็ต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ โดยชี้ไปที่รักษาการเลขาธิการ กสทช. ในฐานะผู้จัดการประชุม