xs
xsm
sm
md
lg

แฉการตลาดพันล้าน ธุรกิจสร้าง "กับดักสุขภาพ" ออกแบบสินค้า 'หวาน เค็ม เมา ควัน’ล่อผู้บริโภคเสพติดไม่ต่างนิโคติน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เวทีวิชาการสุขภาพแห่งชาติเตือน ปัจจัยเชิงพาณิชย์กำลังผลักคนไทยป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs พบสูญเสียคนวัยทำงานอายุ25ปีสูงถึงร้อยละ73 เรียกร้องรัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโครงการตลาดสินค้าเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มมาตรการภาษี ป้องกันการล็อบบี้ของกลุ่มทุนเพื่อสกัดวิกฤตสุขภาพ

เมื่อวันที่ 6ส.ค. ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก "หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง" (Commercial Determinants of Health: CDoH) โดยในเวทีสัมมนา หัวข้อ “ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพและผลกระทบต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (Commercial Determinants of Health) (CDoH) ดร.สุวจี กู๊ด ที่ปรึกษาระดับภูมิภาค และหัวหน้าหน่วยปัจจัยกำหนดสภาวะสุขภาพและงานส่งเสริมสุขภาพ องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก กล่าวถึงการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systemic Change) ภาครัฐต้องเปลี่ยนผ่านจากการจัดการโรค สู่การส่งเสริมสุขภาพ และภาคเอกชนต้องเปลี่ยนมุมมอง จากการมุ่งเน้นผลกำไร ไปสู่การส่งเสริมเพื่อสาธารณประโยชน์

ดร.สุวัจี ชี้ให้เห็นว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ใช่เรื่องของการเกิดขึ้นโดยความบังเอิญ เนื่องจากอุตสาหกรรมใช้กลยุทธ์ดัดแปลงชีววิทยาของมนุษย์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรสชาติ หวาน มัน เค็ม จนเกิดอาการ "อร่อยจนหยุดไม่ได้" (Hyper-palatable) ซึ่งทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติด มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการติดนิโคตินในบุหรี่


“ อุตสาหกรรมยังทุ่มงบโฆษณาหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำการตลาดเชิงรุก โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเยาวชน กลายเป็น "กับดักเชิงพาณิชย์" ที่ประชาชน กลุ่มคนอายุยังน้อย ยากจะหลีกเลี่ยง” ดร.สุวัจี กล่าวพร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งขับเคลื่อน 5 มาตรการเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1. ปรับเปลี่ยนเชิงระบบ (Systemic Change) ย้ายภาระจากการโทษประชาชนมาแก้ที่โครงสร้าง 2. ยกระดับธรรมาภิบาล บูรณาการทุกกระทรวงเข้ามาร่วมรับผิดชอบ ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของกระทรวงสาธารณสุขเพียงลำพัง 3. คุมเข้มผลิตภัณฑ์และการตลาด รัฐต้องกำกับดูแลตั้งแต่การผลิตจนถึงการเข้าถึงอาหารไร้คุณภาพและน้ำหวานราคาถูก 4. ใช้มาตรการทางการคลัง (Fiscal Measures) เพิ่มภาษี หวาน เค็ม มัน เหมือนภาษียาสูบ นำรายได้มาหนุนงบส่งเสริมสุขภาพ และ 5. รู้เท่าทันการแทรกแซงจากกลุ่มทุน ที่มักสร้างภาพลักษณ์ใจดีและล็อบบี้เพื่อเลี่ยงภาษี


ด้านนายรักษพล สนิทยา หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า โรค NCDs คือโรคที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ตัวเลขสถิติภาพรวมสถานการณ์สุขภาพของประชากรไทยในปัจจุบัน พบว่า มีการสูญเสีย "ปีสุขภาวะ" หรือปีที่ควรจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพดี (DALY) รวมกันสูงถึง 20.5 ล้านปี สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล

“ประเทศไทยต้องสูญเสียประชากรวัย 25 ปี ที่เพิ่งเรียนจบและกำลังอยู่ในวัยทำงานที่มีสุขภาพแข็งแรงถึง 800,000 คน และสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียสุขภาพมากที่สุด คือ กลุ่มโรค NCDs ทำให้เกิดการสูญเสียถึงร้อยละ 73 ของการสูญเสียทั้งหมดในประเทศ” นายรักษพล กล่าวและว่า หากมีการผลักดันนโยบายสาธารณสุขที่มุ่งเป้าไปที่การจัดการ 20 สาเหตุหลักของการสูญเสียสุขภาพ ประเทศไทยจะสามารถทวงคืนปีสุขภาวะที่ดีและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลับคืนมาได้ถึงร้อยละ 65

นอกจากนี้เห็นว่า ภาระโรคของคนไทย มาจากปัจจัยเสี่ยง ที่รัฐต้องมีมาตรการและการป้องกันปัจจัยเสี่ยง ทั้งมาตรการควบคุมสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ การสูบบุหรี่ และควันบุหรี่มือสอง เพราะการสูบบุหรี่ไม่ได้กระทบแค่ผู้สูบ แต่กระทบถึงครอบครัวและสังคม ฉะนั้นจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อม ทั้งในบ้าน ที่ทำงาน และสถานที่สาธารณะอื่นๆ


นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงนโยบายรัฐในการจัดการกลุ่มโรค NCDs และปัจจัยเสี่ยงจากภาคธุรกิจ (Commercial Determinants of Health) ผ่านมาตรการภาษี เช่น การเก็บภาษีความหวานเพื่อบังคับให้ผู้ผลิตรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่กับการนำภาษีไปอุดหนุนอาหารปลอดสารพิษให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาเหมาะสม ทั้งยังเร่งปรับปรุงฉลากสินค้า ควบคุมการตลาดอาหารเด็กโดยร่วมมือกับกรมอนามัยและยูนิเซฟ และผนึกกำลังภาคเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน ซึ่งนโยบายดังกล่าวยังมุ่งสกัดวิกฤตโรคอ้วนเพื่อปกป้องกลุ่มคนยากจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก NCDs สูงสุด พร้อมชี้ว่า หากยับยั้งโรคอ้วนสำเร็จ ไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มครองกลุ่ม vulnerables เท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาล และสร้างมูลค่ามหาศาลคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอีกด้วย


ขณะที่นายพัทธ์กมล ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการค้ากับสุขภาพ โดยชี้ว่าในการเจรจา FTA รัฐบาลต้องรักษา พื้นที่เชิงนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสุขภาวะประชาชน ขณะเดียวกันยังสามารถอาศัย ข้อยกเว้นทั่วไป (General Exception) ขององค์การการค้าโลก บังคับใช้มาตรการปกป้องสุขภาพประชาชนและทรัพยากรได้ แม้จะขัดต่อหลักการค้าเสรีก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่า กฎกติกาด้านเศรษฐกิจก็ยังให้น้ำหนักกับเหตุผลด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ นโยบายการค้ายังเป็นเครื่องมือสนับสนุนงานสาธารณสุขได้จริง ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุข ดังเช่นการใช้อำนาจออกประกาศ "ห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า" เพื่อคุ้มครองเยาวชน รวมถึงการใช้มาตรการภาษีควบคุมสินค้าเสี่ยงสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มรสหวานและแอลกอฮอล์