ความเคลื่อนไหวลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ของ “ป๋าเสรี” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ตามที่ลั่นวาจาไว้ก่อนหน้า “ไม่ไกล่เกลี่ย” ไม่ใช่เพียงเป็นภารกิจการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากแต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ในการเปิดศึกยุทธการทวงคืนคดีที่ดินเขากระโดง และ การใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนการเมืองพรรคภูมิใจไทย ก่อนหน้าการไต่สวนของศาลเพียงหนึ่งวัน
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เริ่มต้นการลงพื้นที่ ณ บ้านพักเลขที่ 30/2 หมู่ที่ 4 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์กลางธุรกิจในเครือของ เนวิน ชิดชอบ รวมถึงบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด ผู้บริหารสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก (MotoGP) โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งข้อสังเกตถึงการอนุมัติงบประมาณในสมัยที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว ว่าเข้าข่ายการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเอื้อประโยชน์แก่กิจการเอกชนในลักษณะ “ชงเอง กินเอง” หรือไม่ เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวถูกนำไปจัดกิจกรรมในพื้นที่เอกชนโดยที่โครงสร้างส่วนใหญ่ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการลงทุน
นอกเหนือจากประเด็นงบประมาณ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางทะเบียนราษฎรของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปรากฏชื่อย้ายเข้าพักอาศัย ณ บ้านพักหลังดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกลุ่มทุนการเมืองและศูนย์กลางอำนาจของพรรค
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับ ที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นข้อพิพาทเรื้อรังระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับผู้ครองสิทธิ์ในพื้นที่ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า แม้จะมีคำพิพากษาของศาลปูทางไว้ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและการคืนที่ดินกลับสภาวะเดิมกลับเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเกิดจากการที่พรรคภูมิใจไทยเข้ากุมอำนาจบริหารในกระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย (กำกับดูแลกรมที่ดิน) กระทรวงคมนาคม (กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กำกับดูแลการจัดกิจกรรมสปอร์ตอีเวนต์และงบสนับสนุน) การควบรวมอำนาจในลักษณะนี้ จึงนำมาสู่คำถามใหญ่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ในการบริหารราชการแผ่นดิน
ต้องบอกว่า การเดินทางไปตรวจพื้นที่เพิ่มเติมบริเวณบ้านพักของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมทีมทนายความ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ตระเตรียมพยานหลักฐานชุดใหม่เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลในวันรุ่งขึ้นด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การปักหลักสุ่มตรวจและพักแรม ณ โรงแรมอมารี บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือของครอบครัวชิดชอบ ตลอดจนการลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบ ทั้งสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ ร้านค้า และกิจการเกี่ยวเนื่องในช่วงค่ำ สะท้อนถึงยุทธวิธีทางการเมืองแบบเข้มข้นที่ต้องการสืบค้นข้อมูลเชิงพฤติการณ์ เพื่อใช้ประกอบการต่อสู้ทางคดีและการเปิดอภิปรายทางการเมืองในอนาคต
สรุปว่า การเคลื่อนไหวบุกบุรีรัมย์ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเตรียมความพร้อมทางคดีความก่อนขึ้นศาลเท่านั้น แต่คือการปักธงท้าทายโครงสร้างอำนาจของพรรคภูมิใจไทยอย่างตรงไปตรงมา ผ่านการเชื่อมโยง 3 ปมใหญ่ ปมที่ดินสาธารณะ (เขากระโดง) - การอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน (MotoGP) - และการกุมอำนาจในกระทรวงสำคัญ ซึ่งหลังจากนี้ ต้องจับตาดูว่าพยานหลักฐานที่ถูกเก็บรวบรวมในพื้นที่จริง จะส่งผลสะเทือนต่อรูปคดีในชั้นศาลและสถานะทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยมากน้อยเพียงใด.


