เมืองไทย 360 องศา
ไม่น่าเชื่อว่าจู่ๆ ก็เกิด “แรงกระเพื่อม” เกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่ทุกอย่างน่าจะจบลงด้วยดีหลังจากที่ มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ที่มีการลงมติเห็นชอบแบบเป็นเอกฉันท์ ซึ่งน้อยครั้งที่จะเกิดขึ้นแบบนี้ แต่ก็อย่างว่า แม้จะมีรายการเคลียร์กันมาแล้ว แต่อาจมีการ “ผิดคิว”ขึ้นมาหรือเปล่า ทำให้ต้องรีบ “สยบแรงกระเพื่อม” ลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกอย่างนับจากนี้ ยังถือว่าน่าจับตามองอย่างยิ่ง
แม้ว่าการแต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไปก็ตาม และถึงแม้ว่า เป็นการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ จากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานก.ตร.เป็นผู้เสนอชื่อ หลายคนคิดว่า ทุกอย่างน่าจะผ่านไปด้วยดี
แต่ผ่านไปไม่ทันข้ามวันดีนัก ก็เกิดมีรายการ “แปลกๆ” เกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงตัดพ้อ หรือจะเรียกว่า “เสียงโวยวาย” เรียกร้องความเป็นธรรมก็ได้ ออกมาจากเพื่อร่วมรุ่นของฝ่ายที่ผิดหวัง คือ ฝั่งของ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 ที่พลาดเก้าอี้ “เบอร์1” ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนกรานว่า ไม่ย้ายข้ามหน่วยอย่างเด็ดขาด
ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ หรือ “ผู้การเต๋อ” อดีตหัวหน้าจเรตำรวจ เพื่อนร่วมรุ่น นรต.43 พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 1 โพสต์เฟซบุ๊กว่า
“เมื่อกระบวนการที่ต้องโปร่งใส กลับทิ้งคำถามไว้มากกว่าคำตอบ หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปแล้ว นับจากมติ ก.ตร.เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่เลือกผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่16 แต่คำถามที่ยังคงค้างอยู่ในใจข้าราชการตำรวจ และผู้ติดตามกระบวนการนี้จำนวนไม่น้อยยังไม่มีคำตอบ เหตุใดผู้มีอาวุโสในลำดับเกือบท้าย จึงได้รับการพิจารณาเหนือกว่าผู้มีอาวุโสลำดับก่อนหน้า ในมิติใดบ้างที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ แม้จะมีการแถลงในหลักการว่า “ได้พิจารณาทั้งอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกันแล้ว”
แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏรายละเอียดเชิงเปรียบเทียบต่อสาธารณะว่า เหนือกว่ากันในจุดใดอย่างชัดเจน สิ่งที่ระบบคุณธรรมและธรรมาภิบาล ควรมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน คือ คำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่ประกาศลอยๆ
ท่ามกลางความคลุมเครือนี้ มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีการ “โยนหินถามทาง” โดยสื่อได้เผยแพร่ข้อมูลอาจมีการพิจารณาตำแหน่งซี 11 เทียบเท่าปลัดกระทรวง ให้กับนายพลตำรวจใหญ่ แม้ยังเป็นเพียงกระแสข่าวที่ไม่ได้ระบุชื่อเจาะจง และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ก็เพียงพอที่จะตอกย้ำความรู้สึกของคนที่ตั้งใจทำงานมาทั้งชีวิตว่า พวกเขายังต้องรอคอยความชัดเจนที่ควรได้รับมาตั้งแต่ต้น
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด แจ้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า “ไม่สมัครใจโอนไปรับราชการยังส่วนราชการอื่น” โดยอาศัยสิทธิตาม มาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
การที่ผู้มีอาวุโสสูงสุดต้องทำหนังสือยืนยันสิทธิ์ ของตนเองไว้ล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันหลังมติ ก.ตร. สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมกระบวนการนี้อยู่ นี่ไม่ใช่การเรียกร้องสิ่งที่เกินเลย แต่เป็นเพียงการขอให้ระบบราชการปฏิบัติต่อผู้ทำงานมาตลอดชีวิต ด้วยความเป็นธรรมและคำอธิบายที่เพียงพอ องค์กรตำรวจจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อทุกกระบวนการตัดสินใจ สามารถอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่ประกาศออกมา โดยปราศจากคำอธิบายที่เพียงพอ และไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ได้รับผลกระทบ ต้องปกป้องสิทธิของตนเองด้วยหนังสือด่วนที่สุดเพียงลำพัง
ทำให้ต่อมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นั่งนิ่งไม่ไหว ต้องออกมาปฏิเสธข่าวการ “โอนย้าย” ดังกล่าวอย่างทันควัน โดยย้ำว่า ยังไม่ได้รับหนังสือฉบับที่ปรากฏเป็นข่าว ขอยืนยันว่า ไม่เคยทาบทาม หรือพูดคุย กับพล.ต.อ.นิรันดร ให้โยก หรือเสนอให้ตัดโอนไปดำรงตำแหน่งในหน่วยอื่นแต่อย่างใด รวมถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่เคยคุยกันในเรื่องดังกล่าว มีเพียงแต่เคยคุยกับ รอง ผบ.ตร. ทุกท่าน รวมถึง จตช. เรื่องการสร้างความสามัคคีให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อสนองนโนบายของรัฐบาล เพื่อประเทศชาติ และความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในชาติเป็นสำคัญ และผลการเสนอชื่อผู้เป็น ผบ.ตร. นายกรัฐมนตรี ก็เป็นผู้เสนอชื่อ มติที่ประชุมเป็นเอกฉันท์ รวมถึงมีการพระบรมราชโองการ ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาฯ ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ตนคิดว่าควรจะร่วมกันสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นภายองค์กร
“สิ่งที่ผมต้องการเห็นต่อจากนี้ อยากเห็น ตำรวจทุกนายเร่งร่วมกันทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชน บ้านเมืองมีความสงบสุข อาชญากรรมลดลง คุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจดีขึ้น เพื่อเรียกความศรัทธาจากประชาชนให้องค์กรมีภาพลักษณ์ที่สง่างาม เป็นที่พึ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้สมกับที่มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ของประชาชนตลอดไป”
ผบ.ตร.ย้ำว่า กรณีข้างต้น ไม่ใช่หน้าที่ของ ผบ.ตร. ที่จะไปทำเช่นนั้น ได้แต่เน้นย้ำข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อสถาบัน ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชน ให้สมกับเงินเดือนที่ได้รับ ไม่ว่าจะอยู่ใน ยศ หรือตำแหน่งอะไรก็ตาม มีหน้าที่อย่างไรก็ให้ปฏิบัติไปตามนั้นควรช่วยเหลือร่วมมือกัน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์แห่งการทำงาน เกิดความสงบสุขแก่พี่น้องประชาชนมากกว่าที่จะไปคำนึงคิดแต่เรื่องตำแหน่ง
หากพิจารณากันแบบรวบรัดตัดความก็ต้องบอกว่า “เรื่องนี้ต้องมีมูล” แน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีความเคลื่อนไหวคัดค้านกันแบบเปิดหน้าชนเต็มตัวแบบนี้ ไม่ใช่ประเภทอ้างแหล่งข่าว หรือรายงานข่าวทั่วไป สิ่งที่มองเห็นจากกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งจากเจ้าตัว คือ “รองนิรันดร” ที่ยืนยันไม่สมัครใจไปไหน ไม่ย้ายออกนอกหน่วย ขอเกษียณในเก้าอี้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในอีก2 ปีข้างหน้า
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติในตอนนี้ ถือว่าน่าจับตาไม่น้อย แม้ว่าจะได้ตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่ก็ดันเกิด “แรงกระเพื่อม” ขึ้นจนได้ และงานนี้ต้องมี “ใบสั่ง”ตัดจบจากฝั่งการเมืองในทำเนียบรัฐบาลอย่างเร็ว เพราะหากยืดเยื้อ หรือจบไม่สวย ก็จะโดนอีกดอกแน่นอน!!


