เมืองไทย 360 องศา
ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็นประเพณีว่าต้องมีการยื่นญัตติ “ซักฟอก” หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะต้องเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตามจังหวะที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า เหมือนกับตอนนี้ที่เริ่มมีการส่งสัญญาณกันมาแล้วว่า จะมีการญื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเป้าหมายหลักจะพุ่งเป้าไปที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ดีเขาระบุว่า จะมีการยื่นญัตติในช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
การส่งสัญญาณดังกล่าวมาจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงโอกาสในการซักฟอกรัฐบาล โดยย้ำว่า จากหน้ากระดานจำนวนเก้าอี้ สส. ไม่ได้มั่นใจว่าเสียงฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลไม่ได้
“ให้ติดตามการอภิปราย แต่ยังไม่สามารถยืนยันชัดเจนว่าจะเป็นเมื่อไหร่ เพราะเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ ตามที่ตั้งข้อสังเกตถึงระบอบสีน้ำเงิน เชื่อว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพอยู่ได้นาน”
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า แม้ภายนอกจะมีการตั้งข้อสังเกต ว่ากลไกรัฐอื่นอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน และมองว่าความเปราะอยู่ในตัวมันเอง เช่น กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นที่เพิ่งเกิดในยุคนี้ แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมานาน และประเด็นดังกล่าวก็เริ่มแดงออกมา อาจมีกลุ่มก้อนการเมืองที่เริ่มแดงออกมา เชื่อว่าประชาชนจะเริ่มเห็นมากขึ้น หากตั้งข้อสังเกตทุกประเด็นตั้งแต่ เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ช่วยน้ำเงินด้วย หรืองานทะเบียนราษฎร์ ทุกอย่างรายล้อมปัญหาในกระทรวงมหาดไทย นี่คือความเปราะบางที่สุดของรัฐบาล
เมื่อถามว่า การซักฟอกกับการปรับคณะรัฐมนตรี อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน หลังจากมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจจะปรับคณะรัฐมนตรี ช่วงปลายปี นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการซักฟอกอย่างเต็มที่ และเข้มข้นแน่นอน แต่จะเป็นช่วงจังหวะใดเมื่อใกล้เวลาจะบอกอีกครั้ง
ขณะที่ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐบาล เช่น นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความเห็นที่ฝ่ายค้าระบุว่า รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพอยู่ได้ไม่นานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทุกกระทรวงเวลานี้เร่งทำงานกันอย่างหนัก หากงานไหนเกี่ยวข้องกับอีกกระทรวงหนึ่งก็ประสานงานกันอย่างไหลลื่น เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงไม่แน่ใจว่านายณัฐพงษ์ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเสถียรภาพ ตรงกันข้าม ตนกลับมองว่าหากทุกกระทรวงยังร่วมมือกันทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ออกมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะอยู่ในใจของพี่น้องประชาชนไปอีกนาน
ถามว่า นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า กำลังรอจังหวะที่เหมาะสมเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายธนกร กล่าวว่า ก่อนอื่นตนอยากให้ฝ่ายค้านกลับไปคุยกันเองในพรรคให้ตกผลึกก่อนจะดีกว่าว่าจะเอายังไงกันแน่ เดี๋ยวก็บอกว่าไม่มีผลงาน เดี๋ยวก็บอกว่าส่อทุจริต สะเปะสะปะจนไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกันแน่ ทั้งนี้ ไม่อยากให้ฝ่ายค้านมองแค่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำทุกปี แม้ไม่มีเรื่องทุจริตอะไรก็ต้องอภิปราย เพื่อหวังจะได้คะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น ถ้าไม่มีประเด็นจริงๆ ก็ควรปล่อยให้รัฐบาลได้บริหารประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องจะดีกว่า หากฝ่ายค้านข้องใจก็สามารถใช้ช่องทางตรวจสอบอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ได้อยู่แล้ว
“อยากให้ฝ่ายค้านคุยกันเองให้รู้เรื่องก่อนดีกว่า ว่า ตกลงแล้วถ้าจะยื่นซักฟอกรัฐบาลนั้น ยื่นเพราะมีประเด็น หรือจะยื่นเพราะเห็นเขาทำกันเป็นประเพณีกันแน่ ถ้าทำเพราะเห็นฝ่ายค้านทุกสมัยเขาก็ทำกัน แบบนั้นมีแต่จะเสียเวลาเปล่าๆ ปล่อยให้รัฐบาลได้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากมีข้อมูลที่ไม่ชอบมาพากลก็ส่งให้รัฐบาลตรวจสอบได้ หรือจะดำเนินการผ่านหน่วยงาน หรือช่องทางกฎหมายต่างๆ ที่เปิดช่องไว้ให้ก็สามารถทำได้ แบบนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่า ถ้าฝ่ายค้านมั่นใจว่าเสียงฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลได้ ผมก็มั่นใจเหมือนกันว่าเสียงรัฐบาลยังเหนียวแน่น ล้มรัฐบาลไม่ลงแน่นอน” นายธนกร กล่าว
แม้ว่าจนถึงตอนนี้กำหนดการการยื่น “ซักฟอก” รัฐบาล ของฝ่ายค้านจะยังไม่มีออกมาชัดเจน แต่เอาเป็นว่าเมื่อฟังจากน้ำเสียงของ นายณัฐพงษ์ ที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านแล้ว มั่นใจว่า “มีแน่” เพียงแต่ว่าตอนนี้เมื่อกำลังอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสามัญ ก็ต้องรอให้มีการเปิดสภาประมาณ ปลายเดือนสิงหาคมค่อยมาว่ากัน แต่ตามปกติแล้วการยื่นญัตติดังกล่าวส่วนใหญ่ฝ่ายค้านจะยื่นกันในช่วงปลายสมัยประชุม ดังนั้น ก็คงต้องรอกันไปอีกสักพัก
ระหว่างนี้ และในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ทั้งสองฝ่ายก็ต้องทำการบ้าน โดยเฉพาะฝ่ายค้านก็ต้อง “ลับดาบให้คม” พอที่จะฟันรัฐบาลให้ขาดสะบั้นลงได้ในพริบตาหรือเปล่า เพราะหาก “ไม่มีข้อมูลเด็ด” มาซักฟอก หรือไม่สามารถขับไล่รัฐบาลลงได้ ดาบนั้นก็จะย้อนกลับมาฟาดฟันตัวเองให้บาดเจ็บ หรือเสียหายป่นปี้ อย่าประมาทเป็นอันขาด
เมื่อวกมาที่รัฐบาล จากสัญญาณที่ส่งมาชัดเจนของฝ่ายค้าน แน่นอนว่าย่อมพุ่งเป้ามาที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และในฐานะที่ควบเก้าอี้ รมว.มหาดไทย และนั่งอยู่ในเก้าอี้ “มท.1” มาอย่างยาวนาน ดังนั้นไม่ว่าจะ “สลัด” อย่างไร ก็ไม่พ้นตัวอยู่แล้ว
สารพัดเรื่องอื้อฉาวรวมไปถึง “ความล้มเหลว” ที่ผ่านมาล้วนมาจากกระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานและการกำกับดูแลมาอย่างต่อเนื่องของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ มท.1 หากจะพอจำได้ก็เริ่มจากกรณี “น้ำท่วม” ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อหลายเดือนก่อน กรณี “ที่ดินเขากระโดง” ก็เชื่อมโยงมาถึงเขาในฐานะเจ้ากระทรวงผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน แม้ว่าจะมีการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการดูแลแทน แต่ก็ยังต้องรายงานและขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการอยู่ดี กรณีล้มหลวในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่เกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น เรื่องปราบยาเสพติด สแกมเมอร์ แม้ว่าจะอ้างรายงานจับกุม แต่ในสายตาชาวบ้านยังมองเห็นว่าไม่รู้สึกถึงผลงานชัดเจน เป็นต้น
ล่าสุดที่กำลังร้อนแรงต่อเนื่องก็เป็นกรณี “โกงสอบท้องถิ่น” ที่เวลานี้กำลังมีความพยายาม “ลอยตัว” อ้างว่าพยายาม “เบรก” การสอบ รวมไปถึงในฐานะรัฐมนตรีก็มีแค่เสียงเดียว เช่น เวลาโหวตตั้งคณะกรรมการกี่ชุด ก็โหวตแพ้ สะท้อนให้เห็นว่าตัวเองสั่งการทุกเรื่องไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แม้ว่าอีกด้านหนึ่งมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตัวเองว่ามีแค่ไหน
เอาเป็นว่าการส่งสัญญาณการ “ซักฟอก” รัฐบาล มีการส่งสัญญาณมาแล้วว่าจะมีการยื่นญัตติแน่นอน เพียงแต่ยังไม่ระบุแน่ชัด คาดว่าน่าจะปลายสมัยประชุมหน้า ซึ่งเชื่อว่าถึงตอนนั้นจะข้อมูลหลักฐานคงทะลักแน่ โดยเฉพาะเป้าหมายหลักอยู่ที่ “มท.1” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งทับอยู่เป็นเวลานาน จะเป็นเป้าหมายหลัก !!


