ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ หึ่ง"ดีลลับ" ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่าง “ป.ป.ช.” กับ “ระบอบน้ำเงิน” ดึงเกมถอดถอน แลกตัดตอนโกงสอบท้องถิ่น!
จากคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นของมหาดไทยที่ ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจไล่ทุบเปิดโปงขบวนการโกงสอบ ดูเหมือนว่าตอนนี้จะลุกลามใหญ่โตกว่าที่รัฐบาลคาดคิด
โดยเฉพาะเบื้องหลังอันฉาวโฉ่ ที่พรรคภูมิใจไทยที่ยึดโยงกระทรวงมหาดไทยไว้เป็นฐานอำนาจมานานมิอาจปฎิเสธได้.. ยิ่ง "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกฯควบ มท.1 ยิ่งขว้างงูไม่พ้นคอ
เมื่อไฟโกงข้อสอบทำท่าจะเผาตัวและพรรค จึงมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างแว่วมาว่า ตอนนี้มี "ดีลลับ" ที่จะตัดไฟ เกิดปรากฏการณ์ “ยื่นหมูยื่นแมว” แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน กับพรรค“ภูมิใจไทย”
ถ้าใครยังตามเกมไม่ทัน ต้องย้อนกลับไปดู"แผลใหญ่" ของ ป.ป.ช. ที่พรรคประชาชน โดย "เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" ผู้นำฝ่ายค้านในสภา และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมตัวแทนสมาชิกรัฐสภาทั้งจากพรรคฝ่ายค้าน และ สว. บางส่วน ยื่นคำร้องต่อ "ประธานซาเล้ง" โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนคณะกรรมการป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีการยกคำร้อง "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" อดีตรมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในคดีซุกหุ้น อันจะนำไปสู่การถอดถอนกรรมการป.ป.ช. ทั้งคณะ!
ข้อหาหลักคืออะไร? พรรคประชาชน ชี้เป้าว่าป.ป.ช. มีพฤติกรรม “อุ้ม” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ด้วยการลงมติยกคำร้องคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ แบบค้านสายตา โดยจงใจละเลยไม่วินิจฉัยความผิดฐาน “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” (มาตรา 126) ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ สับดาบลงทัณฑ์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว
เมื่อเก้าอี้ของ 9 อรหันต์ ป.ป.ช. กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง จากการรุกไล่ครั้งนี้ ทางรอดเดียวคือต้องหา “ดีลลับ” มาสกัดกั้นไม่ให้เรื่องนี้หลุดไปถึงศาลฎีกา
ดีลต่างตอบแทนนี้ อุปมาเหมือนกับยื่นหมูยื่นแมว พี่ดองเรื่องถอดถอนให้...ผมจะอุ้มคดีโกงสอบตอบแทน
ดีลลับนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อตำแหน่งประธานสภาฯ ที่คุมจังหวะเกมส่งเรื่องป.ป.ช. ตกอยู่ในมือคนของฝั่งสีน้ำเงิน ขณะที่คดีโกงสอบท้องถิ่นก็อยู่ในมือป.ป.ช. ดีลลงตัวอย่างแนบเนียน
เรียกว่า ฝั่งการเมืองทำหน้าที่“ดึงเช็ง” และเตะถ่วงคำร้องถอดถอน ป.ป.ช.ของพรรคประชาชนเอาไว้ในชั้นสภา ไม่ให้ส่งถึงมือประธานศาลฎีกาได้ง่ายๆ
ฝั่งองค์กรอิสระตอบแทนด้วยการเป่าคาถา “มหาอุด” ช่วยเหลือคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ที่อาจจะสาวไส้ไปถึงระดับบิ๊ก บริหารมหาดไทย ดีไม่ดีไปถึงความรับชอบของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้รอดพ้นความผิดจากกลไกตรวจสอบ!
นี่คือดีลที่ ” วิน-วิน" แต่จะเป็นความล่มสลายของระบบตรวจสอบไทย
ความฟอนเฟะภายใต้ “ระบอบน้ำเงิน” เริ่มสะท้อนภาพให้สังคมได้เห็นขึ้นเรื่อยๆ ที่ชัดเจนที่สุดในยุคปัจจุบัน คือ ระบบราชการ และองค์กรอิสระที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นเสาหลักแห่งความเที่ยงตรง บัดนี้ถูกกลืนกินและแปรสภาพเป็นเพียงเครื่องมือ "ต่อรอง" อำนาจของกลุ่มทุนการเมือง
เมื่อ “ผู้คุมกฎ” กลายเป็น “ผู้เล่น” และ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” กลายเป็น “ผู้ทำลายระบบ”
ความล่มสลายของประเทศไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่วัดจากวันที่สถาบันหลักและองค์กรตรวจสอบถูกแชร์ส่วนแบ่งผลประโยชน์จนไม่เหลือศักดิ์ศรี...
และหากสังคมยอมรับ “ดีลลับ”แบบนี้ได้มากกว่า “ความถูกต้อง” ประเทศไทยก็จะเป็นเหยื่อของระบอบนี้ต่อไป.
++ รอยร้าวในขั้วน้ำเงิน “อนุทิน-เนวิน” เริ่มปรากฏชัด!
ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ กระทรวงมหาดไทยมีข่าวฉาวต่อเนื่อง ซึ่งคนวงในมองว่ามีการ “แทงกันเอง” เพื่อช่วงชิงอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ในกระทรวงคลองหลอด
คือตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” ที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำ ซึ่ง “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” นั่งอยู่ตอนนี้ กับ“นฤชา โฆษาศิวิไลซ์”อธิบดีกรมการปกครอง ตำแหน่งที่มีอำนาจควบคุมฝ่ายปกครอง นายอำเภอ และกลไกในพื้นที่ มีน้ำหนักทางการเมืองสูง แต่ต้องการขึ้นเป็นปลัดฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการเช่นกัน
มีการชิงเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ กันอย่างโจ่งแจ้ง เพราะต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าตนเองมี “แบ็ก” ดี
“อรรษิษฐ์” นั้นเกาะติดอยู่กับ“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ชนิดที่ว่าไปไหนไปด้วย ทั้งงานหลวง งานราษฎร์ ส่วน “นฤชา”นั้นเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสายตรงของ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีบารมีเหนือทำเนียบฯ
รอยร้าวของบิ๊กมหาดไทยคู่นี้ เกิดขึ้นในปี 2568 หลังจาก “ภูมิธรรม เวชยชัย” จากพรรคเพื่อไทย มาเป็น รมว.มหาดไทย ก็มีการเปลี่ยนตัวอธิบดี 2 กรมหลักพร้อมกัน คือย้าย “ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์” จากอธิบดีกรมการปกครอง ไปเป็นผู้ตรวจราชการฯ และย้าย “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” จากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ไปเป็นผู้ตรวจราชการฯ
พร้อมตั้งคนใหม่มาแทนคือ “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” จากผู้ว่าฯเชียงใหม่ มาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง และให้ “ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์” จากผู้ว่าฯเพชรบุรี มาเป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
โดยคนที่เซ็นคำสั่งย้ายก็คือ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น
เมื่อผู้ถูกย้ายยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ทาง ก.พ.ค. ได้พิจารณาแล้วมีมติว่า คำสั่งโยกย้ายอธิบดีในครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง “นฤชา และ ไชยวัฒน์” อยู่ระหว่างหารือทีมกฎหมาย เพื่อฟ้องกลับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อ “อนุทิน” กลับมาเป็นรมว.มหาดไทยอีกครั้ง ช่วงที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็ย้าย “นฤชา” ออกจากกรุผู้ตรวจฯ มาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง และให้ “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” หรือ “ผู้ว่าฯเซมเบ้” ไปเป็นผู้ว่าฯภูเก็ต
ต่อมาเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.69 “อนุทิน” ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อปฏิบัติราชการ กำชับและติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกชายหาดสาธารณะและบุกรุกที่ดินของรัฐ หาดบางเทา และ หาดฟรีด้อม
เมื่อกลับจากภูเก็ตไม่กี่วัน ก็มีคำสั่งย้าย “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต ไปปฏิบัติราชการยังกรมการปกครอง บอกว่า ได้รับการร้องเรียนเรื่องส่วยสถานบันเทิง
เมื่อ “ปลัดรุ่งเรือง” ถูกย้าย ก็เลยออกมาแฉไลน์หลุด“ช่วยน้ำเงินด้วย” บอกว่าเป็นไลน์สั่งการจาก “อธิบดีนฤชา” ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง...ซึ่ง “นฤชา” ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้สั่ง และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด
ต่อมา เมื่อวันที่15 มิ.ย. ในการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการระดับสูง เพื่อมอบนโยบาย “อนุทิน” ก็ออกอาการเกรี้ยวกราด เมื่อพูดถึงเรื่องปราบผู้มีอิทธิพลที่ จ.ภูเก็ต แล้วโยงไปถึงเรื่องที่มีข่าวว่า รองผู้ว่าฯภูเก็ตจะสั่งย้าย ผู้ว่าฯภูเก็ต...ไม่รู้ใหญ่มาจากไหน จากนั้นก็เรียกหาตัว “รองซีฟู้ด”เป็นการบอกใบ้ต่อที่ประชุมว่า เป็นรองผู้ว่าฯคนนั้น แถมบอกว่าถ้าตนเองไม่เซ็น ดูซิว่าใครจะย้ายได้
ตกเย็นวันนั้น ก็มีคำสั่งย้าย 2 รองผู้ว่าฯคือ ให้ “ธีระพงศ์ ช่วยชู” หรือ รองซีฟู้ด รองผู้ว่าฯภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช , ย้าย“อดุลย์ ชูทอง” รองผู้ว่าฯภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าฯสงขลา
แต่ที่เกินความคาดหมายคือ วันรุ่งขึ้น 16 มิ.ย. “ปลัดฯอรรษิษฐ์” ก็มีคำสั่งย้าย “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” หรือ “ผู้ว่าฯเซมเบ้” ผู้ว่าฯภูเก็ต ไปเข้ากรุ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ทั้งๆที่ “อนุทิน” เพิ่งออกโรงปกป้องอยู่แท้ๆ แต่สุดท้ายก็ต้องย้าย
ว่ากันว่า “2 รองผู้ว่าฯภูเก็ต” ที่ถูกย้ายนั้น เป็นคนในเครือข่าย “บุรีรัมย์คอนเนกชัน” ขณะที่ “ผู้ว่าฯเซมเบ้” นั้นคือคนที่ “อนุทิน” ส่งลงไปแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลที่ภูเก็ต
เรื่องนี้ถูกวิพากวิจารณ์ว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหามาเฟียภูเก็ต แต่เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาดุลอำนาจในมหาดไทย ระหว่าง “สายเนวิน” กับ “สายอนุทิน” มากกว่า คือเมื่ออยู่กันไม่ได้ก็ล้างบางทั้งหมด
ต่อมาเมื่อเกิดเรื่องทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วยิ่งเห็นเด่นชัด เพราะเรื่องอย่างนี้ถ้าคนในไม่ออกมาปูดก็คงไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์ออกมาสู้กัน
ฝ่ายหนึ่งบอกว่า เรื่องนี้ เกิดขึ้นในสมัยที่ “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่เป็นผู้เซ็นอนุมัติให้ มศว. ดำเนินการจัดการสอบครั้งนี้
ขณะที่อีกฝ่ายก็มีการปล่อยคลิปเสียงออกมาเป็นระยะ มีคลิปที่โยงว่า ภรรยาของ“อรรษิษฐ์” ปลัดมหาดไทย อยู่ในขบวนการทุจริตครั้งนี้ด้วย แต่ “อนุทิน” ก็รีบออกมาปกป้องว่า เลอะเทอะ ไม่ให้ราคา
ตอนแรกที่เกิดเรื่อง “อนุทิน” บอกจะโละทั้งหมด ให้การสอบครั้งนี้โมฆะ แต่สุดท้ายก็เจอแรงกดดัน ต้องเปลี่ยนเป็นให้มารายงานตัวเพื่อบรรจุไปก่อน แล้วสอยผู้ทุจริตทีหลัง
ล่าสุด “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจ.ภูเก็ต ที่ถูกย้ายไปปฏิบัติราชการที่กรมการปกครอง ถูกส่งตัวกลับไปเป็นปลัด จ.ภูเก็ตตามเดิม หลังสิ้นสุดกระบวนการตรวจสอบ แต่ไปถึงภูเก็ต ยังไม่ทันข้ามวัน ก็ถูกตำรวจ ปปป. บุกจับ ฐานเป็นตัวกลางเรียกรับเงิน 9 แสนบาท แลกช่วยเหลือการสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่นที่หาดใหญ่ ตามมาด้วยถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
กลายเป็นว่าประเด็นข่าวได้ถูกเบนไปที่ “ปลัดรุ่งเรือง” ทั้งๆ ที่การสอบสวน การตั้งข้อหาคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการทุจริตครั้งนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
ภาพที่เห็นในตอนนี้จึงเป็นการฟาดฟันกันระหว่างขั้วอำนาจในมหาดไทย มากกว่าการมุ่งจับทุจริตการสอบครั้งนี้
ส่วนขั้วอำนาจในพรรคภูมิใจไทย เมื่อ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ มีอำนาจเต็มในการบริหาร แต่ถูกบงการโดย “เนวิน” นายกฯหลังม่าน ย่อมรู้สึกอึดอัด ยิ่งมีเรื่อง TH-AI Passport เรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้วสว. ยิ่งรู้สึกว่า เรื่องที่ทำความเสื่อมเสียให้รัฐบาลในตอนนี้ ล้วนเป็นเรื่องของอีกฝ่าย ย่อมสร้างความไม่พอใจเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเกมนี้คงไม่เล่นกันถึงตาย หากสมประโยชน์ในเรื่องเงิน - อำนาจ ปัญหาก็จะคลี่คลายไปเอง
แต่ถึงอย่างไร ก็ได้เห็นกันแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “เนวิน-อนุทิน” ได้เกิดรอยร้าวขึ้นแล้ว


