xs
xsm
sm
md
lg

ไทยเทน้ำหนักผิด เสียสมดุล จีน-รัสเซีย!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - สี จิ้นผิง - วลาดิมีร์ ปูติน
เมืองไทย 360 องศา

แม้หลายคนมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา-จีนและรัสเซีย ในช่วงเวลานี้จะดูแปลกๆ เหมือนกับการกระชับแนบแน่นผิดปกติ แต่ขณะเดียวกันอาจมองได้ว่านี่คือ “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” เป็นเกมต่อรองระหว่างมหาอำนาจที่มี “ไทยอยู่ตรงกลาง” และถูกบีบให้เลือกข้าง และบีบให้ “เทน้ำหนักให้เอียง” ไปอีกฝ่ายมากขึ้นกว่าเดิม


การที่คนสำคัญในกัมพูชาตั้งแต่ นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ไปจนถึง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปรัก สุคน รวมไปถึงรองนายกฯอีกคนหนึ่งคือ นายซุน ซานโธล ไปเยือนจีน โดย ฮุนเซน ได้พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน มีการย้ำความสัมพันธ์ มีการยกระดับเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคง ได้ทำให้เกิดการจับตามองในสายตาคนไทยไม่น้อย รวมไปถึงการที่รัสเซียได้ยกความสัมพันธ์กับกัมพูชา ในช่วงเวลาเดียวกันทำให้เกิดคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น และทำไมรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรั และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ถูกตั้งข้อสงสัยว่า เรากำลังถูกมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ “เท” แล้วอย่างนั้นหรือ

สำหรับความเคลือนไหวระหว่างกัมพูชากับจีนก่อนหน้านี้ โดยอ้างรายงานข่าวของ ซีจีทีเอ็น สื่อมวลชนจีน อ้างคำกล่าวของ หวัง อี้ เปิดเผยว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้พบปะกับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุฉันทามติเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ เกี่ยวกับการยกระดับการสร้างประชาคมในยุคสมัยใหม่ ที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีนและกัมพูชา หวัง อี้ บอกต่อว่าการประชุมระหว่างเขากับ ปรัก สุคน และ ซุน ซานโธล มีเป้าหมายเพื่อนำฉันทามติที่สำคัญระหว่างผู้นำทั้ง 2 ไปดำเนินการ ขณะเดียวกันก็เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนและกัมพูชา

หวัง อี้ กล่าวต่อว่า จีน ให้ความสำคัญกับมิตรภาพระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย และพร้อมที่จะส่งเสริมมิตรภาพดังกล่าวร่วมกับกัมพูชา เขาเน้นว่าจีนเล็งเห็นคุณค่าท่าทีของกัมพูชา ที่ให้การสนับสนุนด้วยความกระตือรือร้นต่อวิสัยทัศน์ในการสร้างประชาคมหนึ่งๆ ที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติและข้อริเริ่มระดับนานาชาติ 4 ประการ ที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนได้นำเสนอ พร้อมระบุ จีน มีความตั้งใจยกระดับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับกัมพูชา ทั้งในกิจการระหว่างประเทศและกิจการในภูมิภาค ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้

ปรัก สุคน กล่าวว่า กัมพูชาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับจีน และเน้นว่าประเทศของพวกเขามีความตั้งใจทำงานร่วมกับกัมพูชา ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการแลกเปลี่ยนระดับสูง ร่วมกันธำรงไว้ซึ่งลัทธิพหุภาคีนิยมและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ส่วน ซุน ซานโธล เน้นย้ำว่ากัมพูชาตั้งตาคอยทำงานร่วมกับจีนในการกระชับความร่วมมือแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐานและเขตเขตอื่นๆ พร้อมระบุกัมพูชายินดีต้อนรับบรรดาบริษัทจีน ที่จะเข้ามาลงทุนและพัฒนาในประเทศ และจะใช้ทุกความพยายามสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับธุรกิจ

ขณะเดียวกันสื่อของกัมพูชาได้รายงานความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับรัสเซียโดยสำนักข่าวเคบีเอ็นนิวส์ ระบุว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่แค่เป็นการยืนยันสถานะที่เข้มแข็งของรัสเซีย ในฐานะเพื่อเก่าที่สำคัญ ซึ่งเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับกัมพูชา มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่จุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหม่

เคบีเอ็นนิวส์ ชี้ว่ารายงานข่าวเกี่ยวกับถ้อยแถลงของ อนาโตลี โบโนวิค เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกัมพูชา เป็นการเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า รัสเซีย จะสำรวจทุกความเป็นไปได้ที่จะเสริมความเข้มแข็งแก่กองทัพและศักยภาพด้านการป้องกันตนเองของกัมพูชา

รายงานของเคบีเอ็นนิวส์ อ้างแหล่างข่าวระบุว่า กลไกสนับสนุนดังกล่าวอาจรวมไปถึงการจัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัย การฝึกฝนทรัพยากรมนุษย์แก่เจ้าหน้าที่กัมพูชา เช่นเดียวกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงลึกในด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อรับประกันการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

อย่างไรก็ดี หากพิจารณารายงานข่าวข้างต้น หลายคนย่อมมองเห็นถึงความผิดปกติระหว่างมหาอำนาจ โดยทั้งจีนและรัสเซียต่างกระชับความสัมพันธ์กับกัมพูชาแน่นแฟ้นขึ้น หลังจาก่อนหน้านี้เหมือนกับว่า ระหว่างจีนกับกัมพูชาเริ่มห่างเหินกัน หลังจากถูกจับตาว่ากัมพูชากำลังปรับความสัมพันธ์เข้าหาสหรัฐมากขึ้น หลังจากเกิดการปะทะตามชายแดนกับไทย รวมไปถึงเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ขณะเดียวกันน้ำหนักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีนและรัสเซีย ที่ถือว่าแน่นแฟ้น จนเรียกว่า “เป็นครอบครัวเดียวกัน” แต่เมื่อได้เห็นทิศทางดังกล่าวข้างต้น ก็ย่อมทำให้ต้องมาประเมินกันใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมี “ข้อมูลใหม่” หรือเปล่า กับข่าวที่ว่า “ไทยไฟเขียว” ให้ “สหรัฐตั้งฐานทัพฝั่งอันดามัน” หรือเปล่า

โดยไม่กี่วันก่อนนายสนธิ ลิ้มทองกุล แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” โดยวิเคราะห์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ฝั่งอันดามันของไทย โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต อาจมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคต

นายสนธิ กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ กลับมาใช้ชื่อ กองบัญชาการแปซิฟิกของสหรัฐ (U.S. Pacific Command) แทนชื่อเดิม กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ (U.S. Indo-Pacific Command) โดยระบุว่า แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อ แต่ขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบ ภารกิจ และประเทศสมาชิกที่อยู่ในกรอบความร่วมมือยังคงเดิม รวมถึงประเทศไทย

จากการวิเคราะห์ดังกล่าว นายสนธิแสดงความเห็นว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจสะท้อนถึงการปรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และอาจนำไปสู่การเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงของประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันของไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อมูลที่ตนได้รับเกี่ยวกับจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต

นอกจากนี้ นายสนธิ ยังเสนอว่าประเทศไทยควรทบทวนการเข้าร่วมกรอบความร่วมมืออินโด-แปซิฟิก พร้อมแสดงความกังวลว่า หากไทยมีบทบาททางทหารหรือด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้นตามแนวทางของสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับจีน และทำให้ไทยตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

นายสนธิยังกล่าวอ้างว่า ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเชื่อมโยงกับการขนส่งอุปกรณ์บางประเภทและการใช้พื้นที่ที่อาจเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังถูกดึงเข้าไปมีบทบาทในแผนการปิดล้อมจีนของสหรัฐฯ หรือไม่ และเรียกร้องให้ประชาชนติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

จะด้วยข้อมูลลับ “ฐานทัพอันดามัน” หรือเปล่า ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว “แปลกๆ” จากฝั่งจีนและรัสเซีย เป็นเพราะไทยเปลี่ยนแปลงความ “สมดุลใหม่” โดยเพิ่มน้ำหนักเทไปทางสหรัฐอเมริกามากขึ้นกว่าเดิมจนทำให้มหาอำนาจอีกฝั่งต้องเคลื่อนไหวส่งสัญญาณออกมาให้เห็นหรือเปล่า เพราะดูแล้ว“เรื่องใหญ่” มาก !!