xs
xsm
sm
md
lg

นับถอยหลัง1ปี อนุทิน-รมต.ภท.ได้ไปต่อ!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล
เมืองไทย 360 องศา

จะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับแรงกดดันอย่างรุนแรง ตั้งแต่เดือนแรกที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน อาจเป็นเพราะต้องเจอกับเรื่องหนักๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่หลายคนบอกว่า “หนักที่สุด”


จากนั้นมาเจอกับ “สงครามตะวันออกกลาง” จนนำมาสู่ “วิกฤตด้านพลังงาน” หนักหน่วงที่สุด ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ต่อไปนี้เราก็กำลังต้องเจอกับ “วิกฤตเศรษฐกิจ” ทั้งเงินเฟ้อ ของแพง คนตกงาน ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบกันแล้ว แม้ว่าอาจจะยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ตอนนี้มีการลงนามยุติสงครามระหว่างคู่กรณีกันแล้ว ทำให้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นมากก็ตาม แต่ทุกอย่างยังไม่อาจวางใจได้

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาอีกด้านหนึ่ง ย่อมมีคำกล่าวที่ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” หรือ มีวิกฤตก็ย่อมมีโอกาสอะไรประมาณนั้น เพราะหากนำมาเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงก็ย่อมมีโอกาสให้ “คนเก่ง” ได้แสดงฝีมือ แต่ที่ผ่านมาได้เกิดวิกฤตภายในรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมา กลับยังไม่สามารถแสดงฝีมือให้ชาวบ้านได้ประทับใจได้เลย

ขณะเดียวกัน เมื่อสร้างความประทับใจให้ชาวบ้านไม่ได้ มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องเกิดแรงกระแทกตามมา และที่ผ่านมาเป็นแรงกระทกที่ “แรงขึ้นเรื่อยๆ” เพราะยังมีเรื่องของ “ความไม่ชอบมาพากล” เข้ามาด้วย ซึ่งถือว่าเป็น “เรื่องอ่อนไหว” และทำลายความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลโดยรวม

หากไม่เชื่อก็ลองพิจารณาจากผลสำรวจที่ออกมาก่อนหน้านี้ ชี้ให้เห็นแนวโน้มชัดเจนว่า ความนิยมตั้งแต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีลงมา ได้รับความนิยมลดลงมาเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบในทางลบไปถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจที่ ตอนนี้ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งไม่ติด ต้องขีดเส้นให้บรรดารัฐมนตรีของพรรคทุกคนเร่งสร้างผลงานโดยเร็ว เพื่อเรียกความนิยมกลับคืนมา โดยขีดเส้นให้เวลา 1 ปี ไม่เช่นนั้นก็เตรียมถูกปลดพ้นตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ภายหลังพรรคถูกโจมตีจากหลายประเด็นทางการเมือง รวมถึงโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการ AI Passport ปัญหาที่ดินเขากระโดง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล และนอมินีต่างชาติในพื้นที่จ.ภูเก็ต ฯลฯ

ขณะที่ รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการ สภา ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย 14 คณะ รวมถึง สส.ของพรรค ยังไม่ได้ออกมาช่วยชี้แจง หรือแสดงผลงานอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก แม้รัฐบาลจะเข้าบริหารประเทศมาแล้วกว่า 2 เดือน ส่งผลให้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ และกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

รายงานระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้กำชับให้รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรค เร่งขับเคลื่อนการทำงานตามที่พรรคมอบหมายและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานภายในระยะเวลา 1 ปี

“หากผู้ดำรงตำแหน่งรายใดมีผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งในระดับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยจะไม่ยึดติดกับการจัดสรรโควตาตามแนวทางเดิม”

รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า การส่งสัญญาณดังกล่าว สะท้อนความต้องการของนายอนุทิน ที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในสังกัดพรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หลังพรรคเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา

แน่นอนว่า หากพิจารณาจากความเห็น และเสียงสะท้อนจากสังคมภายนอก ย่อมไม่ใช่แรงกดดันที่บีบมาเฉพาะบรรดารัฐมนตรี และทุกคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง ทั้งในสภาและในรัฐบาลเท่านั้น แต่ย่อมหมายรวมถึงตัว นายกรัฐมนตรี คือ นายอนุทิน เข้าไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาหากพูดกันแบบตรงไปตรงมา ก็ยังถือว่า ยังหาผลงานแบบเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ยิ่งนานยิ่งถูกวิจารณ์หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งบรรดารัฐมนตรี ที่ถูกว่า “ลูกเทพ” ได้ดีเพราะพ่อ หรือ “บ้านใหญ่” ทั้งหลาย นาทีนี้ นับว่ากลายเป็น “ภาระ” บางคนแทบจะไม่รู้จักชื่อ ไม่ต้องพูดถึงผลงาน ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง บางคนยังทำลายภาพลักษณ์ทั้งตัวเอง รัฐบาล และพรรคลงไป บางโครงการส่อไปในทางไม่ชอบมาพากล เรียกเสียงวิจารณ์จากสังคม ทำลายความเชื่อมั่นลงไปเรื่อยๆ

ล่าสุดเมื่อวันก่อน มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ถอด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากการกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และพ้นจากการเป็นประธานบอร์ด อีอีซี โดยไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เลย และเมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานด้วยตัวเอง กลับไม่มีชื่อของ นายพิพัฒน์ ปรากฏเลยเรียกว่า “หายไปจากจอเฉยๆ”

ขณะเดียวกัน เมื่อฟังเหตุผลที่ระบุว่า ต้องให้ นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี เข้ามากำกับเอง เพื่อจะได้บริหารภาพรวมสามารถขับเคลื่อนไปสู่นานาชาติ สร้างความเป็นเอกภาพ ทั้งการลงทุน และการเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในโลกยุคใหม่ ความหมายคือ ให้นายกฯ ทำหน้าที่เป็น“นักขาย”

หากพิจารณาผิวเผิน อาจจะฟังดูดี แต่นั่นเท่ากับว่า นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ไม่ต่างจากรัฐมนตรี แทนที่จะบริหารกำกับนโยบายในภาพรวมใหญ่ คอยขับเคลื่อนในภาพใหญ่ อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นที่เข้าใจได้เหมือนกันว่า เวลานี้รัฐบาลหวังพึ่งพาใครได้ยากเต็มที จนต้องลงมากำกับเองในแทบทุกเรื่อง หรือเลือกใช้งานรัฐมนตรีได้เพียงไม่กี่คน เท่านั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณากันตามรูปการณ์แล้ว ถือว่า สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย กำลัง “นั่งไม่ติด” เพราะ“ขาลง” มาเร็วกว่าที่คิดแบบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอกันเลยทีเดียว ดังนั้น การที่ขีดเส้นให้บรรดารัฐมนตรีต้อง “เร่งโชว์ฝีมือ” ออกมาให้ได้ภายใน 1 ปี นั้น ความหมายอาจรวมถึงตัวเองด้วยก็ได้ แต่คำถามก็คือ เมื่อบรรยากาศเป็นแบบนี้แล้ว 1 ปีที่ว่านั้น มันนานไปหรือเปล่า?!!