xs
xsm
sm
md
lg

ตัวใครตัวมัน!? TH-AI Passport “ไชยชนก” ส่งสัญญาณชิ่ง โยนข้าราชการประจำไปเคลียร์กับ ป.ป.ช. เอาเอง! ** ดูชัดๆ คำฟ้อง รฟท.ทวงคืนที่เขากระโดง 4 แปลง ที่ “เนวิน” ครอบครอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ ตัวใครตัวมัน!? TH-AI Passport “ไชยชนก” ส่งสัญญาณชิ่ง โยนข้าราชการประจำไปเคลียร์กับป.ป.ช. เอาเอง!

ดูการเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์ของ “ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” ล่าสุดเชื่อว่า คนทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คงไม่มีใครชอบ!

เพราะ ตอนนี้เพลิงกำลังลุกไหม้บิ๊กโปรเจกต์ “TH-AI Passport” มูลค่า 1,621 ล้านบาท รัฐมนตรีลูกเทพกลับ “เซฟตัวเอง” อย่างไว ต่างกับตอนเปิดตัวโชว์นโยบายล้ำสมัย อวด “ดิจิทัลวิชัน” ระดับสากล รัฐมนตรี “ไชยชนก” ยืดอก พกความมั่นใจ ประกาศก้องว่า เป็นผลงานอย่างนั้นอย่างนี้ คุยฟุ้งเป็นไอเดียแจ่มว้าวไปทั่วบาง

ฟังว่า “ลูกนก –ไชยชนก” พอทราบว่า ฝ่ายค้านจะยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการทันทีที่มีการลงทะเบียน รัฐมนตรี ดีอีเล่นวางไลน์ความปลอดภัยให้ตัวเอง แล้วส่งสัญญานถึงข้าราชการกระทรวงดีอี ตัวใครตัวมัน บอกหน้าตาเฉยว่า “รัฐมนตรีอยู่ระดับนโยบาย ไม่เกี่ยวจัดซื้อจัดจ้าง เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ”

แถมพูดแบบหล่อๆ เหมือนเดิมว่า รัฐมนตรีไม่มีทางรู้ทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน


งานนี้เข้าทำนอง ความชอบรับเต็มๆ แต่ความผิด...ข้าราชการประจำไปเคลียร์กับป.ป.ช. เอาเอง เข้าสูตรสำเร็จของนักการเมืองยุคเก่าชัดๆ ไหนบอกว่า ตัวเองเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ?

วงในเขารู้กันดี... โครงการระดับพันล้าน TH-AI Passport ถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรกเริ่มสตาร์ท ตั้งแต่เรื่องความคุ้มค่ายันกลิ่นอายล็อกสเปก ใน TOR ที่ลือกันให้แซ่ดทั่วทำเนียบฯ ว่า ดีไซน์มาเพื่อต้อนหมูเข้าอวยให้ “กลุ่มทุนสีน้ำเงิน” คอนเนกชันสายตรง “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ชงหวานเจี๊ยบ ข่าวว่า เสิร์ฟถึงปากพวกพ้องแบบไร้รอยต่อกับโครงการไอที ของหน่วยงานรัฐอื่นๆอีกว่า หมื่นล้าน

แต่อย่างว่า...นักการเมืองทุกยุคทุกสมัย เวลาสั่งการไม่ทิ้งรอยหมึก มีแต่ “ใบสั่ง” ด้วยวาจา หรือไม่ก็สัญญาณ “ไฟเขียว” ส่งผ่านหน้าห้อง ส่วนคนที่ต้องสะบัดมือจรดปากกาเซ็นชื่อ ผูกพันงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่ใครที่ไหน... ก็คือ “ปลัดพชร”พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และบรรดาหัวหน้าส่วนราชการประจำในกระทรวงนั่นแหละ!

งานนี้ก็ขอฝากแง่คิดสะกิดใจไปถึงพี่น้องข้าราชการประจำดีอี ทุกระดับชั้น โดยเฉพาะด่านแรกที่ต้องรับแรงกระแทก

นักการเมืองมาแล้วก็ไป... แต่คุกเปิดรอข้าราชการตลอด 24 ชั่วโมง เวลาสวรรค์สีน้ำเงินล่ม เปลี่ยนขั้ว รัฐมนตรีเขาก็แค่ย้ายกระทรวง หรือกลับไปเสวยสุขบนกองเงินกองทอง แต่ข้าราชการที่ยอมทำตามสั่งเพราะเกรงใจ หรือกลัวโดนเด้ง สุดท้ายต้องเดินขึ้นศาลทุจริตฯ ตัวคนเดียว โดนยึดทรัพย์ บำเหน็จบำนาญหายวับในพริบตา

อย่าเป็น "เครื่องมือ" ให้คนอื่นรวย นโยบายสวยหรูแค่ไหน แต่ถ้าในกระบวนการมันมี “ไส้ใน” ที่เอื้อพวกพ้อง ทุจริตเชิงนโยบาย ข้าราชการต้องกล้าปัดตก ยึดตามระเบียบพัสดุ และกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัด อย่าไปยอมเป็นตรายางประทับความชอบธรรมให้ใคร

จับตาดูให้ดี... อีกไม่นานเกินรอ ถ้า “ฝ่ายค้าน” ยื่นหลักฐานเด็ด แล้วป.ป.ช. มาเคาะประตูหน้ากระทรวงดีอี วันนั้นรัฐมนตรี ก็คงลอยตัวแบบหล่อๆ ส่วนคนที่ต้องเหงื่อตก ซดน้ำใบบัวบก หอบเอกสารเป็นลังๆ ไปแก้ข้อกล่าวหา... คงหนีไม่พ้นคนในกระทรวง!
ในวงข้าราชการน้ำดีมีคำกล่าวกันว่า เสียตำแหน่งเพราะขัดใจการเมือง ยังดีกว่าเสียอนาคตและอิสรภาพ เพราะยอมเป็นเบี้ยให้กลุ่มทุนการเมือง!


++ ดูชัดๆ คำฟ้อง รฟท.ทวงคืนที่เขากระโดง 4 แปลง ที่ “เนวิน” ครอบครอง

มหากาพย์“เขากระโดง” ที่ดิน 5,083 ไร่ เอกสารสิทธิ์ 995 แปลง ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย กับ “ตระกูลชิดชอบ” และประชาชนอีกส่วนหนึ่ง กำลังเป็นบททดสอบมาตรฐานยุติธรรมไทย กับอำนาจการเมืองที่พยายามล้มล้างคำพิพากษาของศาล

เพราะศาลฎีกา และศาลปกครอง มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า เป็นที่ดินของการรถไฟ แต่หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษา อย่างกรมที่ดิน ที่อยู่ภายใต้อำนาจการเมือง กลับไม่ยอมเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ อ้างว่าพยานหลักฐานของการรถไฟ ยังไม่ชัดเจน

มิหนำซ้ำ นักการเมืองยังพยายามบิดเบือนว่า ที่ดินเป็นของประชาชน แต่การรถไฟต่างหากที่พยายามจะเข้ามาฮุบ!

ส่วนคำพิพากษาของศาลที่ตัดสิน มานั้นก็เป็นเพียงบางแปลง ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด

หากย้อนกลับไปดู คดีหมายเลขแดง ที่ 582/2566 (หมายเลขดำที่ 2494/2564) ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาไว้อย่างชัดเจน ใน 2 ประเด็นหลัก คือ ที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ มาตั้งแต่ พ.ศ.2464 ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์ ภาค 3

และศาลวินิจฉัยว่า คดีนี้ ไม่ใช่ เรื่องผลผูกพันเฉพาะคู่ความบางแปลงเท่านั้น เพราะที่ดินนี้มีสถานะเป็น "ที่ดินของรัฐ"

แต่จุดพลิกผันอยู่ที่ ศาลปกครองกลางในขณะนั้น สั่งเพียงแค่ให้อธิบดีกรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน คือให้อธิบดีกรมที่ดิน มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตาม มาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

กรมที่ดินจึงอาศัยช่องทางนี้ ตั้งกรรมการขึ้นมาดำเนินการ แต่คณะกรรมการกลับมีมติเป็นเอกฉันท์ หักล้างแผนที่ท้ายคำพิพากษาศาลฎีกา สั่งยุติเรื่อง กรมที่ดินจึงมีคำสั่งให้ยุติเรื่องการเพิกถอนในที่สุด

สภาพจึงกลายเป็น “วนลูปไม่รู้จบ” คือ ศาลฯวินิจฉัยว่าเป็นที่ดินของการรถไฟ แต่กรมที่ดินอ้างมติกรรมการฯ ตามมาตรา 61 สั่งยุติเรื่อง ไม่เพิกถอน แล้วการรถไฟก็ต้องกลับไปฟ้องใหม่

เหมือนอย่างตอนนี้ ที่การรถไฟ เริ่มกลับมาฟ้องเป็นรายแปลง รวมทั้งแปลงที่ “ตระกูลชิดชอบ” ยึดครองด้วย

อย่างเช่น คดีหมายเลขดำ ที่ พ 940/2568 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (โจทก์) และ นายเนวิน ชิดชอบ (จำเลย) โดย รฟท. ขอให้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณแยกเขากระโดง 4 แปลง และ ให้นายเนวิน ชดใช้ค่าเสียหายฯ 5.1 ล้านบาท

คำฟ้องมีเนื้อหาโดยสรุปว่า โฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทในคดีนี้ ทั้ง 4 แปลง เนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์ ทับซ้อนกับกรรมสิทธิที่ดินของการรถไฟ บริเวณทางแยกเขากระโดง ระหว่างกิโลเมตรทางรถไฟ ที่ 5-6 ซึ่งการรถไฟ มีแนวอาณาเขตกรรมสิทธิ์สองข้างทางรถไฟด้านละ 1 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่กิโลเมตรที่ 4 ถึง กิโลเมตรที่ 8 ตลอดแนวเขตที่ดินสองทั้งทางรถไฟทางแยกดังกล่าว


จำเลย คือ นายเนวิน ชิดชอบ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์จาก นายชัย ชิดชอบ จำนวน เนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 22.4 ตารางวา , นายเจริญสุข เหลืองขวัญ จำนวน เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวา , นายอนุวรรตน์ วัฒน์พงศ์ศิริ จำนวนเนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 8.2 ตารางวา , นายกิตติเทพ เจียรพันธุ์ จำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา

โดยการรถไฟ ขอให้จำเลยทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวาร และส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย พร้อมให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าใช้ประโยชน์ย้อนหลัง 1 ปี นับแต่วันฟ้อง เป็นเงิน 5,175,616 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำแลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าใช้ประโยชน์ในอัตรา เดือนละ 431,302 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินทั้ง 4 แปลง คืนให้แก่การรถไฟในสภาพเรียบร้อย

ต้องติดตามกันว่า ศาลบุรีรัมย์ จะพิจารณาตัดสินออกมาอย่างไร หากมีคำพิพากษายืนยันว่า ที่ดินทั้ง 4 แปลงนั้น เป็นของการรถไฟ แล้วกรมที่ดินที่อยู่ในมือของนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย จะทำการเพิกถอนหรือไม่

คดีที่ดินเขากระโดง จึงเป็น "บททดสอบมาตรฐานระบบยุติธรรมไทย" ว่า ฝ่ายบริหารจะสามารถใช้กลเกมทางกฎหมาย ดื้อแพ่ง ไม่ทำตามคำพิพากษาของศาลได้หรือไม่

คำถามคือ ..."คำพิพากษาของศาลไทย" ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลใช้บังคับได้จริง หรือเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอำนาจทางการเมืองของสีน้ำเงิน!