เมืองไทย 360 องศา
ในที่สุดก็มีการสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อย หลังจากก่อนหน้านั้นมีการย้ายระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปก่อนจำนวน 2 ราย ซึ่งทั้งสามรายนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะทำงานร่วมกันไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาในพื้นที่มากมาย จึงต้องสับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถทำงานได้ และทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้
รายงานจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ได้มีการพิจารณา ประเด็นแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการระดับสูง ของกระทรวงมหาดไทย โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกันแต่งตั้ง นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทน
การโยกย้ายดังกล่าว สืบเนื่องจากความขัดแย้งภายในของผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย จากปมปราบผู้มีอิทธิพล ทางกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 2 ราย ตามที่มีข่าว หลังนายกรัฐมนตรีเป็นประธานมอบนโยบาย หัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่กระทรวงมหาดไทย
ต่อมา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบายถึงสาเหตุที่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โยกย้าย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้ง นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทน ว่า ตามที่ทุกคนทราบดี ซึ่งที่ผ่านมามีข่าวในจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้การแก้ปัญหาที่มีอยู่คลี่คลาย จึงมีการปรับเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยคนที่อยู่เดิมได้ปรับย้ายให้ไปอยู่ที่เขาเคยอยู่ ไม่ใช่พื้นที่ห่างไกล ส่วนคนที่มาใหม่จะได้เข้ามาแก้ไขและสางปัญหาตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้กำหนดไว้ทั้งการปราบปรามผู้มีอิทธิพล รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เรียบร้อยในพื้นที่
ส่วนที่ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการปกครอง ก็ได้มีการสั่งย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต และครั้งนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกันหรือไม่นั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต สืบเนื่องกับการประชุมการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เนื่องจากต้องการคลี่คลายปัญหาต่างๆ พร้อมกับได้เปรียบเทียบว่า “บางครั้งเหมือนเราใส่รองเท้า และมีเม็ดทรายเข้าไปอยู่ในรองเท้า มีความลำบากที่จะแก้ไขมัน ดังนั้นต้องถอดรองเท้าออกมา เพื่อที่จะได้สวมเข้าไปใหม่ และในการปรับย้ายคนใหม่เข้าไปทำหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ ก็จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีไปแก้ไขปัญหา ขณะที่คนเก่า รู้ถึงปัญหา แต่ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้สักที“
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในเรื่องดังกล่าวว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้เสนอแนะมา ขอให้ไปถามปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เพื่อประสิทธิภาพของการทำงานแต่ตรงนี้เป็นการย้าย มาดีขึ้น มาเป็นรองปลัด ผู้ว่าฯภูเก็ต มีความอาวุโส ในเรื่องโปรไฟล์ของท่าน
ส่วนสาเหตุการโยกย้าย เป็นประเด็นความขัดแย้ง การทำงานในพื้นที่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า บางทีก็มีการปรับนโยบายของรัฐบาล เพราะภูเก็ตมีเรื่องหลายเรื่องอยู่ ทุกคนก็เห็น
“ผมก็ลงไปดำเนินการ 2-3 วัน ก็ยังไม่ดีขึ้น และพอมีอะไรขึ้นมา ก็มีการแฉนั่น แฉนี่ แฉนู่น มันทำงานกันไม่ได้หรอกแบบนี้ ดังนั้นต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน โดยเอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ ไปทำ เพราะจังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจ และเป็นเมืองที่สร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ยอม ให้เกิดประเด็นขึ้น อย่างการบุกยึดที่ดินชายหาด บุกยึดชายหาดอย่างเดียวไม่พอ ยังไปไล่ชาวบ้านไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปในหาดสาธารณะ ข่มขู่ มาเฟียอะไรต่างๆ นานา และมีการแอบอ้างกัน อะไรอย่างนี้ แล้วจะให้ ผมรอรับฟังรายงาน ขอเวลาอีก 9 เดือน ขอไปสอบสวนสืบสวนตั้งกรรมการ สอบข้อเท็จจริงอะไรก่อน ซึ่งผมก็มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยไป และช่วงนี้มีปัญหาอะไรเยอะแยะมาก ต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด" นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่า การปรับย้ายอย่างนี้หวังผลเปลี่ยนแปลงในการแก้ไขปัญหาอย่างไรและวางกรอบระยะเวลาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อันนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง
ส่วนที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้อง กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ด้วยหรือไม่ ถึงโดนย้าย อย่างเช่น รองผู้ว่าฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รายละเอียดต้องถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะระดับนั่นท่านเป็นผู้ทำเรื่องเสนอขึ้นมา และโน้มน้าวให้เห็นชอบตาม และในส่วนนี้ ตนต้องเห็นชอบ
แน่นอนว่า นั่นคือสารพัดคำพูดและเหตุผลในการโยกย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่รองปลัดกระทรวง มาจนถึงรองผู้ว่าสลับสับเปลี่ยนกันหลายตำแหน่ง ซึ่งเนื้อแท้แล้วก็เป็นการโยกกันไปโยกกันมาระหว่าง “คนใกล้ชิด” คนที่ตัวเองสนับสนุนขึ้นมาทั้งนั้น เป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองในพื้นที่ ที่แฝงเข้ามา นั่นแหละ เพราะคราวที่แล้ว ระหว่างที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็มีการโยกย้ายโละข้าราชการชุดนี้ไปรอบหนึ่งแล้ว ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อพรรค “สีน้ำเงิน” เข้ามาตั้งแต่ยุค “อนุทิน 1” ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อได้จังหวะก็ต้องจัดการอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี หากมองอีกมุมหนึ่งปัญหาความวุ่นวาย สารพัดปัญหาที่กองสุมเอาไว้ในจังหวัดภูเก็ต ที่ถือว่าเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ แต่ที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นถึงความ “ล้มเหลว” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาอย่างยาวนาน และในตอนนี้ยังเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข หรือไม่คลี่คลายลงไปเลย ตรงข้ามมีแต่ปัญหาเพิ่ม
นั่นคือตัวอย่างความล้มเหลวในจังหวัดภูเก็ต ที่ถือว่าเป็น “เขตเศรษฐกิจ” สำคัญของประเทศ เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ใช่ ดินแดนไกลปืนเที่ยง ที่รับรู้ปัญหาได้ยาก แต่กลับถูกปล่อยปละละเลย หรือไม่มีหนทางแก้ไขกันแน่
ถัดมาอีกพื้นที่หนึ่งที่กำลังเกิดปัญหาจน “เฉียด” ความหมายของคำว่า “ลุกเป็นไฟ” เข้าไปทุกทีก็คือ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเวลานี้ต้องบอกว่าเกิดเหตุร้ายแทบรายวัน มีคนร้ายก่อเหตุทั้งลอบยิง ลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่ ประชาชน สถานที่ราชการ ธุรกิจเอกชน อย่างอุกอาจ บรรยากาศในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา เวลานี้เหมือนกับย้อนกลับสู่ความรุนแรง ที่ดูเหมือนไม่มีแนวโน้มดีขึ้นเลย
นี่คือผลงานความล้มเหลวอีกชิ้นหนึ่งของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้บริหารสูงสุด และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นภาพสะท้อนกลับมาให้เห็นทั้งในเรื่องการแก้ปัญหา การบริหารจัดการ ไม่มีภาวะผู้นำที่พึ่งพิงไม่ได้ และที่สำคัญเขากำลังถูกมองว่า “ไม่ใช่ของจริง” หรือเปล่า !!


