“ทรงศักดิ์” ชูผลสำเร็จ “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ของ สสส. และภาคีเครือข่าย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวกว่า 1.4หมื่นคน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น 73.95% เดินหน้าขยายผลสร้างนิเวศการเติบโตที่เข้มแข็ง
วันนี้( 16 มิ.ย.69 ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางสร้างระบบสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชนมีศักยภาพในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวนกว่า 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสุขภาวะเด็กอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงการดูแลตัวเด็กเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “การพัฒนานิเวศการเติบโตของเด็ก” ที่ สสส. นำมาใช้ ถือเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ความท้าทายด้านคุณภาพชีวิตเด็กในปัจจุบัน เพราะให้ความสำคัญกับการพัฒนาครอบครัว ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า เด็กไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาภาวะโภชนาการไม่สมบูรณ์ สิ่งเสพติด อุบัติเหตุทางถนน พัฒนาการล่าช้า การพนันออนไลน์ และปัญหาโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป
ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 ซึ่ง สสส. ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินการ พบว่า เด็กอายุ 10-14 ปี มีแนวโน้มสูบบุหรี่และใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล โดยผู้ที่เคยสูบบุหรี่เพิ่มจาก 2.9% ในปี 2563 เป็น 8.5% ในปี 2568 ขณะที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 1.2% เป็น 7.1% ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ รายงานผลสำรวจความพร้อมในการเลี้ยงดูเด็กเล็กของครัวเรือนไทย ปี 2568 โดย สสส. และศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ยังพบว่า เด็กเล็กไทย 42.5% อาศัยอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อมหน้า ส่งผลต่อความเปราะบางทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต
นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาโครงการพัฒนาระบบและกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2562 จนเกิดพื้นที่ต้นแบบใน 7 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี เลย สุรินทร์ และตรัง มีการจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดและตำบล จัดทำฐานข้อมูลคัดกรองความเสี่ยงและช่วยเหลือเด็กรายกรณีอย่างเป็นระบบ
ผลการดำเนินงานพบว่า มีเด็กและครอบครัวได้รับประโยชน์รวม 14,730 คน เด็กและครอบครัวที่ได้รับการช่วยเหลือจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 1,712 คน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น 73.95% และครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น 67%
พร้อมกันนี้ สสส. ยังผลักดันแนวคิด “ชุมชนนำ” จนคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 3.77 ล้านบาท
ปัจจุบัน สสส. ขับเคลื่อนงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมดำเนินงาน 314 แห่ง สะท้อนถึงการยอมรับและความเป็นเจ้าของร่วมของพื้นที่ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการดูแลคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัวในระยะยาว
นางธิติญา สูตรเลข นักพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สุก จังหวัดลำปาง กล่าวว่า เด็กในพื้นที่ต้องเผชิญปัญหายาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว การพนันออนไลน์ และบุหรี่ไฟฟ้า หน่วยงานในพื้นที่จึงบูรณาการความร่วมมือจัดตั้งคณะทำงานระดับตำบลเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ผลสำเร็จสำคัญเกิดจากการได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก โดยบรรจุโครงการคุ้มครองเด็กและครอบครัวไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณของท้องถิ่น ทำให้มีงบประมาณดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง สามารถจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมยกระดับมาตรฐานการทำงานด้านการคุ้มครองเด็กในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม


