xs
xsm
sm
md
lg

“ลูกนก-ไชยชนก” ครวญการเมืองโหดร้าย..แล้วที่ดัน TH-AI Passport 1,621 ล้านประเคนให้พวกพ้อง ไม่โหดร้ายกับประชาชนหรือ? ** เพราะมี “รมว.มหาดไทย” อย่างนี้ ปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ความวุ่นวายถึงไม่จบ!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ไชยชนก ชิดชอบ - ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - รักชนก ศรีนอก - อนุทิน ชาญวีรกูล
ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ “ลูกนก-ไชยชนก” ครวญการเมืองโหดร้าย..แล้วที่ดัน TH-AI Passport 1,621 ล้านประเคนให้พวกพ้อง ไม่โหดร้ายกับประชาชนหรือ?

“ผมเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เพราะรู้ว่าการเมืองมันโหดร้าย...” คำตัดพ้อนัยน์ตาซึ้ง แบบพระเอกลิเกของ “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยที่คร่ำครวญกับสื่อ หลังโครงการ "TH-AI Passport"1,621 ล้าน โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

ไชยชนก ชิดชอบ
แต่คำถามที่ฟาดกลับมากลางแสกหน้าลูกชายคนโตของ “เนวิน ชิดชอบ” ในเวลานี้คือ... ความโหดร้ายทางการเมืองที่รัฐมนตรีครวญนั้นมันเทียบได้สักกระผีกของความโหดร้ายของนักการเมืองที่ทำกับเงินภาษีประชาชน 1,621 ล้านบาทในโครงการ "TH-AI Passport" หรือไม่?

รักชนก ศรีนอก
การที่สื่อก็ดี,ฝ่ายค้านนำโดย “ไอซ์” น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน และ ผู้เชี่ยวชาญวงการไอทีอย่าง “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ลุกขึ้นมาลากไส้โครงการนี้ก็ดี ไม่ใช่เพราะ "ความโหดร้าย" หรือจ้องกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นเพราะ เนื้อหาและตัวเลขงบประมาณมีเงื่อนงำจนน่าขนลุกซึ่งคนพรรคสีน้ำเงินยังตอบสังคมได้ไม่เคลียร์!

ล่าสุดยังมีปมร้อน "ล็อกสเปก" พบไฟล์งานสร้างก่อนเปิดประมูลจริง

งานนี้ พรรคประชาชน ออกมาแฉหลักฐานชิ้นสำคัญว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่อ้างว่าโปร่งใส แท้จริงแล้วพบบันทึกไฟล์ และรายละเอียดการดำเนินงานบางส่วนถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้าที่จะมีการเปิดประกาศเชิญชวนให้เอกชนแข่งประมูลอย่างเป็นทางการ ในช่วงปลายปีเสียอีก

แถมรายละเอียดในร่าง TOR ยังลอกเลียนแบบกันมาตั้งแต่ระดับกระทรวง อว. จนถึงกระทรวงดีอี จนถูกตราหน้าว่าเวทีรับฟังความคิดเห็น "TH-AI Passport Forum" ที่จัดขึ้นทีหลังโดยเกณฑ์ “ผู้สูงวัย” มากันเต็มห้องนั้น เป็นเพียงแค่ "เวทีฟอกขาว" เพื่อรองรับความชอบธรรมหลังจากเซ็นสัญญาไปแล้วเท่านั้น

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ที่ “โหดร้าย” กว่านั้นก็คือ เอกชนคู่สัญญาที่เป็นเครือข่ายธุรกิจ "สีน้ำเงินคอนเนกชัน" เมื่อสปอตไลต์ ส่องไปที่ตัว บริษัทเอกชนกิจการร่วมค้าผู้ชนะประมูลและได้รับเค้กชิ้นปลามันมูลค่า1,621ล้านบาทไปครอง วงการไอที และคอการเมืองต่างรู้จักกันดี เพราะ เมื่อสืบสาวราวเรื่องลึกลงไปกลับพบสายสัมพันธ์และภูมิหลังที่โยงใยอยู่กับ "ขั้วอำนาจสีน้ำเงิน" หรือเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย ทั้ง “บอย สกาย” และ “บี-แพลนบี”

น่าสนใจตรงที่ตัว “ไชยชนก” รัฐมนตรีดีอี ก็ออกมายอมรับหน้าตาเฉยว่า รู้จัก “เอกชนคู่สัญญา” รับงาน AI โดยให้เหตุผลแบบผู้กว้างขวางว่า ตนรู้จักคนในประเทศเยอะ เพราะทำงานร่วมกับภาคเอกชนมานาน และโยนบาปว่า ตนเป็นแค่ผู้กำหนดนโยบาย ส่วนเรื่อง TOR หรือใครจะได้งานไม่ใช่เรื่องของตน!

“ไชยชนก” พูดง่ายแต่ฟังยาก เพราะ ในสายตาประชาชน มันช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่งบก้อนโตของกระทรวงดีอี ภายใต้บังเหียนของเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะไหลไปสู่มือเอกชนที่มี "คอนเนกชันสีน้ำเงิน" แบบพอดิบพอดี จนทำเอาค่ายสีน้ำเงินนั่งไม่ติดเก้าอี้ จนต้องส่งลูกพี่ใหญ่แต่ลูกน้องพ่อ อย่าง “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย ออกมาการันตี แก้ต่างว่าโครงการนี้ไม่มีนอกมีใน เดินหน้าแน่นอน!

โครงการนี้กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมาตั้งแต่ต้น ความรีบเร่งจะอยากได้งาน 1,600 ล้าน เข้าทำนอง "ชงเอง-กินเอง" ล้วงเอาเงินกองทุนฯ ที่ไม่ต้องผ่านครม. หรือสภาฯให้เวิ่นเว้อ แต่ก็พลาดเพราะขาดหลักวิชาการในการร่าง TOR จนนักวิชาการจับโป๊ะเงิน 1,621 ล้านบาท ที่จะเอาไปเหมาซื้อสิทธิ์ AI แจกฟรี 5 ล้านสิทธิ์นั้น เป็นการเอาเงินภาษีไปถมกำไรให้ต่างชาติ และเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพวกพ้องเท่านั้น โดยที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จริง

“ไชยชนก” พูดผิดพูดใหม่ได้ โอดครวญเป็นพระเอกลิเก เรียกคะแนนสงสารกับแม่ยกว่า การเมืองโหดร้ายกับตัวเอง ควรเลิกรำลิเกได้แล้ว การเป็นนักการเมือง ได้บารมีพ่อก้าวขึ้นสู่เก้าอี้รัฐมนตรี และ ถูกวางอนาคตเป็นนายกรัฐมนตรีแทน “เสี่ยหนู” ที่สมัยหน้าคงไม่ได้ลั้ลลาไปต่อ ตัวเองคุมงบประมาณแผ่นดินระดับพันล้าน-หมื่นล้าน การถูกตรวจสอบ ลากไส้ และ ตั้งคำถามอย่างเข้มข้น ไม่ใช่ "ความโหดร้าย" แต่เป็น "หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” ที่คนอาสามาเป็นนักการเมืองต้องจ่าย

หากนโยบาย TH-AI Passport 1,621ล้านบาทนี้ โปร่งใสจริง “ไชยชนก” ก็ไม่จำเป็นต้องครวญหาความเห็นใจ หรือ พร่ำบอกสังคมว่า ยึดมั่นตามคำสอนของบิดา เพราะในโลกของความจริง ถ้าเจตนาดี ประชาชนต้องมาก่อน แต่นี่กลับส่อไปทางเอื้อประโยชน์พวกพ้องมาก่อน

นี่คือ ความโหดร้ายทารุณที่สุด ที่นักการเมืองหยิบยื่นให้กับประชาชนผู้เสียภาษี!

อนุทิน ชาญวีรกูล
++ เพราะมี “รมว.มหาดไทย” อย่างนี้ ปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ความวุ่นวายถึงไม่จบ!!

เป็นเรื่องปกติ ที่นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการระดับสูง ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เพื่อมอบนโยบาย หรือมีสถานการณ์ มีวาระที่ต้องสั่งการ กำชับเป็นพิเศษ

แต่การประชุมเมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.) มีเสียงวิพากวิจารณ์ตามมาอื้ออึง โดยเฉพาะในโซเชียลฯ มีการพูดถึงกันมากเมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย “อารมณ์หลุด” เมื่อพูดถึงเรื่องปราบผู้มีอิทธิพลที่ จ.ภูเก็ต แล้วโยงไปเรื่องที่มีข่าวว่า “รองผู้ว่าฯภูเก็ต จะสั่งย้าย ผู้ว่าฯภูเก็ต... ไม่รู้ใหญ่มาจากไหน?!

"ไอ้รองผู้ว่าฯ คนนี้ มันไม่มีทางที่มันจะใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ใหญ่กว่าปลัด รองปลัด หรืออธิบดี ที่ไหนเลย อย่ามาเทียบกับนายกฯ หรือรัฐมนตรี เอาแค่เกินผู้ว่าฯ ถ้าท่านใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ก็ต้องมาใหญ่ในกระทรวงนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ รายงานแบบนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้ และผมเขียนตอบท่านได้ไหม ผู้ว่าฯภูเก็ต ไม่ใช่ผู้ว่าฯธรรมดา เป็นผู้ว่าฯที่ยิ่งใหญ่ หมายความว่า ผู้ว่าฯ เบ้ (เซมเบ้) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร เป็นอดีตอธิบดีกรมการปกครอง จะมีใครใหญ่กว่าท่านอีก มีใครย้ายท่านได้ ยกเว้นผม ก็ให้มันรู้ไป เราจะได้รู้ว่ากระทรวงนี้มันไม่ไหวแล้ว...”

จากนั้น ก็ไล่บี้หาตัว “รองฯซีฟูด” ซึ่งน่าจะหมายถึงรองผู้ว่าฯ คนดังกล่าว

การแสดงอารมณ์ เกรี้ยวกราดของ “อนุทิน” อาจคิดว่า ต้องใช้วิธีแข็งกร้าว เพื่อกดดันให้ระบบราชการขยับตัว หรือส่งสัญญาณว่า รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องผู้มีอิทธิพล แต่ผลงานในตอนนี้ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

แต่ถ้าผู้ที่อยู่ในเหตุณการณ์ หรือได้ยิน ได้ฟังรายละเอียดแล้วจะคิดว่า “อนุทิน” พูดจา “หลุดกรอบ” ไปเยอะ!!

เพราะการแสดงอารมณ์ก้าวร้าว ต่อหน้าที่ประชุมราชการ โดยลืม “ภาวะและภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ”

การแสดงความโกรธ ด้วยท่าทาง น้ำเสียง ตำหนิอย่างรุนแรง ย่อมทำให้สาระสำคัญของเรื่อง ถูกกลบด้วยเรื่องอารมณ์
ทั้งที่เรื่อง “การควบคุมอารมณ์” นั้นถือว่าเป็นคุณสมบัติของผู้บริหารระดับสูงพึงมี

การแสดงออกเช่นนี้ อาจทำให้ข้าราชการ หาทางหลีกเลี่ยงการถูกตำหนิ มากกว่ากล้าเสนอปัญหาที่แท้จริงให้ได้รับรู้ เพื่อหาทางแก้ไข

แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือที่ติดตามข่าวเรื่องเกี่ยวกับเรื่องร้อนๆ ที่ภูเก็ต ย่อมพอจะเชื่อมโยงได้ว่า การแสดงอารมณ์ในที่ประชุมมหาดไทยของ “อนุทิน” ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ

แต่เป็นผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการจัดการปัญหาผู้มีอิทธิพล และข้อพิพาทพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดบางเทา จ.ภูเก็ต
เพราะในช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา “นายกฯอนุทิน” ได้ลงพื้นที่ตรวจปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และกลุ่มผู้มีอิทธิพลบริเวณหาดบางเทาด้วยตัวเอง พร้อมประกาศว่าจะทำ “บางเทาโมเดล” และเอาจริงกับกลุ่มที่คุกคามประชาชน

ขณะเดียวกัน ก็มี ส.ส.ฝ่ายค้านในพื้นที่ออกมาเชื่อมโยงปัญหามาเฟียหาดบางเทากับความสัมพันธ์ของข้าราชการบางรายในจังหวัด โดยเฉพาะกระแสพาดพิงถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงที่ผ่านมา

แต่จนถึงวันนี้ การแก้ไขปัญหายังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

เรื่องจึงมา “ระเบิด” ในที่ประชุมมหาดไทย

ปัญหาหาดบางเทา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง น่าจะเป็นชนวนหลักของเรื่องทั้งหมด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ การร้องเรียนของประชาชน และข้อกล่าวหาเรื่องความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน

จะว่าไปแล้ว การระเบิดอารมณ์ของ “อนุทิน” ครั้งนี้ จึงไม่ต่างจากการกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการทำหน้าที่ มท.1 ของตัวเอง!