กรมลดโลกร้อนจับมือจุฬาฯ และ ปธส.13 เปิดตัว “บางบาลโมเดล” ต้นแบบรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศเชิงพื้นที่ ชูเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายขยายผลทั่วประเทศ สร้างภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี93 อย่างยั่งยืน
วันนี้(12 มิ.ย.)กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เข้าอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 13 (ปธส.13) จัดงานนำเสนอผลงานทางวิชาการ (IS Conference Day) ภายใต้แนวคิด “Towards Climate Resilience จากบางบาลสู่อนาคตที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) เพื่อนำเสนอแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่
โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จากยุทธศาสตร์ชาติสู่ภูมิอากาศใหม่ : ทิศทางประเทศไทยในการรับมือ Climate Change”
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ระบบสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” หรือ Climate Resilience ในทุกระดับ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
สำหรับหลักสูตร ปธส.13 มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 74 คน ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยเชิงลึกในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำองค์ความรู้มาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายครอบคลุม 7 มิติสำคัญ ได้แก่ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดก๊าซเรือนกระจก การยกระดับธุรกิจ SMEs การเงินสีเขียว คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร
อธิบดีกรมลดโลกร้อนระบุว่า ผลงานที่นำเสนอในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบทสรุปของการศึกษา แต่เป็น “นวัตกรรมเชิงนโยบาย” ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และจะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผล “บางบาลโมเดล” ไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ด้าน นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังพึ่งพาฐานทรัพยากรธรรมชาติในภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้มีความเปราะบางต่อผลกระทบจาก Climate Change อยู่ในระดับสูง
รัฐบาลจึงมุ่งบูรณาการการดำเนินงานระหว่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กับพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2593 โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ การขับเคลื่อนแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ใน 6 ภาคส่วนเสี่ยง ได้แก่ การท่องเที่ยว เกษตรและความมั่นคงอาหาร สาธารณสุข การจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐาน
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ครอบคลุมร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ เพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและความร่วมมือกับภาคเอกชนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันยกระดับการรับมือกับสภาพภูมิอากาศใหม่ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ และลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ พร้อมเปลี่ยนความท้าทายจาก Climate Change ให้เป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรม งานสีเขียว และการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยในอนาคต


