เมืองไทย 360 องศา
มองบางมุมก็รู้สึกเห็นใจพรรคประชาชนเหมือนกัน เพราะกลายเป็นว่ายิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งอ่อนล้า ยิ่งผิดพลาดอะไรประมาณนั้น เหมือนอย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเวลานี้ ที่การหาเสียงมาไกลมากเท่าไร ก็ยิ่งห่างจากเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวัดจากผลสำรวจที่เพิ่งออกมาล่าสุดกลับพบว่าผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้รับความนิยมตามหลังคู่แข่งห่างออกไป ยังไม่เห็นแนวโน้มขยับเข้าใกล้เป้าหมายเลย
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)
จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 5 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.05 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 6.05 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทีม Better Bangkok พรรคเศรษฐกิจ และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)
แน่นอนว่าหากพิจารณาจากระยะเวลาถือว่ายังอีกหลายวันกว่าจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และยังมีคนที่ไม่ตัดสินใจเลือกใครยังมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างมาก แต่เมื่อพิจารณาจากผลสำรวจที่เป็นเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวที่สะท้อนออกมาทั้งที่ตัดสินใจเลือกผู้สมัครจาก “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชน กับที่ยังไม่ตัดสินใจก็ยังถือว่าน้อยมาก ไม่น่าจะเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้ อีกทั้งในจำนวนที่ยังไม่ตัดสินใจคิดหรือว่าในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะเทมาทางผู้สมัครพรรคส้ม เพราะพิจารณาจากแนวโน้มก็น่าจะไปทางผู้สมัครอิสระคนอื่น หรือตัว นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครที่ผลสำรวจและความรู้สึกของคนกรุงที่กำลังได้รับความนิยมสูงกว่าใคร แม้ว่าบรรดาคู่แข่งจะรุมถล่มพยายามสร้างกระแสเรื่อง “อากง” กล่าวหาในเรื่องทุจริตการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขตของกรุงเทพมหานคร ในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม
แต่เมื่อมองจากผลสำรวจที่ออกมาแล้ว ยังไม่ถือว่าได้รับผลกระทบมากนัก ในทางตรงกันข้ามอาจย้อนกลับไปหาฝ่ายที่ออกมาโจมตีเรื่องนี้ จากข้อสังเกตว่าทำไมเพิ่งมาแฉเอาตอนนี้ กลายเป็นเรื่องน่าสงสัยขึ้นมาอีก
กลับมาโฟกัสที่พรรคประชาชนต้องบอกว่ามีแต่ “ขาลง” ทรุดลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะพรรคฝ่ายค้าน หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งแบบหมดรูป ส่วนสำคัญอาจจะมาจากการวางตัว “ทีมบริหาร” พรรคชุดใหม่ ที่นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่หากพูดกันแบบตรงไปตรงมาต้องบอกว่า “ไม่มีแรงดึงดูด” จนสร้างปรากฏการณ์ “สร้างกระแสส้ม” ได้เลยเมื่อเทียบกับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคคนก่อน ที่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง แต่ในเมื่อ “ถูกจิ้ม” มาจากเจ้าของพรรคให้เป็นแบบนี้ ก็ต้องเดินต่อไป
แม้ที่ผ่านมา ยังโชคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องคดีแก้กฎหมาย มาตรา 112 แต่ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ทำให้ยังสามารถทำหน้าที่ส.ส.ได้ต่อไป แต่สำหรับปลายทางแล้วยังน่าเป็นห่วง ซึ่งเจ้าตัวพร้อมกับอดีต 44 ส.ส.พรรคเดิมและ 10 ส.ส.ในนามพรรคประชาชน ก็เหมือนกับว่ามี “ชนัก” ปักคาหลังเอาไว้ อาจทำให้รู้สึก “หลอน”อยู่ตลอดเวลา
แต่ก็นั่นแหละบทบาทในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้านที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด แต่ที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่ายังมีผลงานโดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอันจนเป็นที่จดจำ นอกเหนือจากการประดิดประดอยถ้อยคำ กลายเป็น “วาทกรรม” ที่ชาวบ้านรู้สึกเฉยๆ แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี “ความเขี้ยว” มากกว่าในฐานะที่มีเสียง ส.ส.มากกว่าก็น่าจะคุมเกมได้กว่า แต่ผลออกมาเป็นตรงกันข้าม
สิ่งที่ต้องบอกว่าพรรคประชาชน “ผิดพลาด” ในแบบไม่สมควรเกิดขึ้นก็คือ การแต่งตั้ง นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมกรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในกันเองอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ทำให้เกิดความ “แตกแยก” กันเองแบบที่ไม่ควรจะเป็น
ที่สำคัญไม่ได้เป็น “ผลบวก” ด้านคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับพรรคและผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรครวมไปถึงผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพหานครในนามของพรรคประชาชนแต่อย่างใด
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการแต่งตั้ง นายสุรพล ดังกล่าว ยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทางการเมืองที่ “แปลก” จากความพยายามที่จะอธิบายให้เห็นว่า พรรคต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ “เปิดกว้าง” กว่าเดิม เปลี่ยนแปลงจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง อะไรประมาณนั้น แต่คำถามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถใดๆ เพราะคงไม่มีใครสงสัยในเรื่องดังกล่าวของ นายสุรพล นิติไกรพจน์ แน่นอน เพียงแต่คำถามก็คือ ในยุคปัจจุบันจะมี “ด้อมส้ม” สักกี่คนรู้จัก “อดีตอาจารย์ธรรมศาสตร์” คนนี้ เพราะหากพูดกันตรงๆก็คือ เขาไม่ได้มีกระแสใดๆ อีกแล้ว
ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ถึงกับเคยเปิดเผยว่า เขาเคยทาบทาม นายสุรพล นิติไกรพจน์ มาเป็นผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคมาแล้ว เพียงแต่ว่าไม่สำเร็จ ทำให้ยิ่งเห็นว่ามีแนวคิดทางการเมืองที่ต้องตั้งคำถามตลอดเวลาจริงๆ
ดังนั้น หากพิจารณาความเคลื่อนไหวในภาพรวมๆของพรรคประชาชนมาตั้งแต่ก่อนและหลังเลือกตั้ง มาจนถึงตอนนี้ที่กำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หากติดตามมาตลอดจะเห็นว่าทุกอย่าง “ไม่กระเตื้อง” ขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามมีแต่ความ “ผิดพลาด” ให้เห็นเรื่อยๆ ซึ่งความผิดพลาดดังกล่าวย่อมส่งผลต่อผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครที่ผู้สมัครของพรรคที่ยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่จะกระเตื้องขึ้นมาได้เลย !!


