อดีต รมว.คลัง แนะวิธีรับมือ UNCLOS ยกประเด็นกัมพูชาอ้างสิทธิทางทะเลไม่ชอบธรรม บิดเบือนสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1907 ตะแบงอ้างข้อตกลงกำหนดเขตแดนบนบกลากเส้นเขตแดนทางทะเลผ่านเกาะกูด เชื่อกระทรวงต่างประเทศเตรียมข้อมูลไว้แล้ว
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล แสดงความเห็นกรณีข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยระบุว่า เชื่อว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมในการชี้แจงต่อคณะอนุญาโตตุลาการ UNCLOS เป็นอย่างดีแล้ว หากต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ
นายธีระชัย ระบุว่า ข้อมูลที่ตนเคยรวบรวมและเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นเพียงข้อมูลจากแหล่งสาธารณะ ซึ่งยังไม่ได้ตรวจสอบยืนยันกับกระทรวงการต่างประเทศ แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ เห็นว่า กัมพูชาอ้างสิทธิในพื้นที่ทางทะเลอย่างไม่ชอบธรรม
“ผมเห็นตามข้อมูลหลักฐานนี้ว่า กัมพูชาอ้างสิทธิในทะเลอย่างไม่ชอบธรรม อธิบายแบบง่าย ดังนี้
ถามว่า กฤษฎีกากำหนดเขตไหล่ทวีป รูป 4-5 ของกัมพูชา เป็นไปตาม UNCLOS หรือไม่
ตอบว่า กัมพูชาอ้างว่าเป็น
ถามว่า UNCLOS อนุญาตอย่างไร
ตอบว่า ในรูป 1-3
UNCLOS ข้อ 12 กำหนดให้ใช้เส้นแบ่งครึ่ง (เส้นมัธยะ) แต่ยกเว้นการจำเป็นโดยเหตุแห่งสิทธิทางประวัติศาสตร์
รูป 5 กัมพูชาอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ ในการลากเส้นจาก A ไป P
รูป 6 ดังปรากฏข้อความชัดแจ้งในกฤษฎีกา ว่า กฤษฎีกานี้เป็นไปตามสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส ซึ่งลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907
รูป 7 ระบุว่า จุด A เป็นตำแหน่งเขตแดนที่ชายทะเลตามสนธิสัญญาฯ ส่วนจุด P เป็นเส้นมัธยะ คือเป็นกึ่งกลางระหว่างอาณาเขตไทยกับเกาะกง
ถามว่า เส้น A-P ของกัมพูชาพาดผ่านเกาะกูด จึงขัดกับสนธิสัญญาฯ ข้อ 2 ใช่หรือไม่
ตอบว่า ใช่
รูป 8 ข้อ 2 ระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสยกเกาะกูดให้แก่กรุงสยาม ดังนั้น กฤษฎีกาจึงขัดกับข้อ 2 แต่กัมพูชาไม่ได้อ้างข้อ 2 กลับอ้างเอกสารแนบสนธิสัญญาฯ ข้อ 1
รูป 9 ซึ่งข้อ 1 ระบุว่า
“เขตแดนในระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสนั้น ตั้งแต่ชายทะเลที่ตรงข้ามกับยอดเขาสูงที่สุดของเกาะกูดเป็นหลักแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงสันเขาพนมกระวาน …”
นี่เอง กัมพูชาจึงลากเส้นจากจุดแบ่งเขตแดนที่ชายทะเล A ผ่านยอดเขาสูงที่สุดของเกาะกูด เข้าไปในอ่าวไทย
ไปจนถึงจุดแบ่งครึ่งระหว่างอาณาเขตไทยกับเกาะกง P
ถามว่า กัมพูชาลากเส้นแบบนั้น ถูกต้องตรงกับสนธิสัญญาฯ หรือไม่
ตอบว่า ไม่ตรง กัมพูชาบิดเบือน ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1.ข้อความในสนธิสัญญาฯ ชัดเจนว่า ต้องการลากเส้นจากยอดเขาสูงที่สุดของเกาะกูด ไปที่ชายฝั่ง เพื่อกำหนดจุดแบ่งอาณาเขต ที่อยู่บนบก
จึงมีเจตนาให้ลากเส้นไปที่ชายฝั่ง **ไปทางทิศตะวันออก เพื่อจะลากเส้นต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงสันเขาพนมกระวาน
ดังนั้น การที่กัมพูชาตีความว่า สนธิสัญญาฯ อนุญาตให้ลากเส้นจากยอดเขาสูงที่สุดของเกาะกูด **ไปทางทิศตะวันตก จึงเป็นการตะแบง
2.สิ่งที่ยืนยันว่า ข้อความ “เขตแดนในระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสนั้น ตั้งแต่ชายทะเลที่ตรงข้ามกับยอดเขาสูงที่สุดของเกาะกูดเป็นหลักแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงสันเขาพนมกระวาน …“ หมายเฉพาะถึงพื้นที่บนบก นั้น
ปรากฏอยู่ท้าย ข้อ 1 (รูป 9) ซึ่งเขียนว่า
“ได้เขียนเส้นพรมแดนประเมินไว้อย่างหนึ่ง ในแผนที่ตามความที่กล่าวในข้อนี้ติดเนื่องไว้ท้ายสัญญานี้ด้วย”
รูป 10 แสดงแผนที่ดังกล่าว
ซึ่งในวงกลมสีแดง จะเห็นได้ชัดเจนว่า ประสงค์จะลากเส้นจากยอดเขาสูงที่สุดของเกาะกูด **ไปทางทิศตะวันออก เท่านั้น
ไม่มีความประสงค์ที่จะลาก **ไปทางทิศตะวันตก ไปที่จุด P ตามที่กัมพูชาอ้าง
ดังนั้น การที่กัมพูชาลากเส้นจากยอดเขาสูงที่สุดของเกาะกูด **ไปทางทิศตะวันตก จึงเป็นการตะแบงเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฯ
3.สนธิสัญญาฯ เป็นข้อตกลงแบ่งพื้นที่บนบกเท่านั้น ไม่ใช่การแบ่งพื้นที่ในทะเลเพราะในปี 1907 พื้นที่ในทะเลมีแต่ทะเลอาณาเขต ซึ่งกว้างเพียง 3 ไมล์ทะเลก่อนหน้า UNCLOS ในปี 1958 ยังไม่มีหลักการเส้นไหล่ทวีป
“ดังนั้น การที่กัมพูชาอ้างสนธิสัญญาฯ เพื่อใช้ลากเส้นในทะเล จึงเป็นการตะแบงเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฯ”


