“มัลลิกา” พบปะพ่อค้าแม่ค้าตลาด อ.ต.ก. ลั่น คนไฮโซก็ต้องเดินตลาดไฮโซ โชว์เสื้อเหงื่อซก ระบุ รับฟังปัญหาเพียบ ชู นโยบาย “จับคู่กู้เงิน-หนุนสร้างแพลตฟอร์มคนไทย” หารายได้เข้า กทม. ใช้พัฒนาพื้นที่ ขอโอกาสคนคิดนอกกรอบเข้าไปทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. ชี้ ทำได้ทันที ท้าวัดผลได้ภายใน 3 เดือน
วันนี้ (7 มิ.ย.) นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ เบอร์ 14 ลงพื้นที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อหาเสียง ภายหลังที่ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้เดินหาเสียงในพื้นที่เดียวกันไปเมื่อช่วงเช้า โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักพ่อค้าแม่ค้าภายในตลาดต่างทักทายนางมัลลิกาพร้อมขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง โดย นางมัลลิกา พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าบางช่วง ว่า นี่มันตลาดเราอยู่แล้ว เพราะชอบมาซื้อของที่นี่ อาหารสดอร่อยทุกร้าน พร้อมพูดติดตลกว่า “คนไฮโซก็ต้องมาเดินตลาดไฮโซเนอะ”
ก่อนที่ นางมัลลิกา จะให้สัมภาษณ์ว่า อ.ต.ก. ถูกเรียกว่าตลาดไฮโซ ของทุกร้านอร่อยหมด ซึ่งตนก็ซื้อของที่นี่มาเป็นสิบๆ ปี มีอาหารที่สะอาดและเป็นตัวอย่างหนึ่ง อีกอย่างที่นี่แฟนคลับเยอะมากทุกคนจะให้กำลังใจ จึงกลายเป็นพันธมิตรกัน อ.ต.ก. ยังเป็นตลาดที่มี SMEs จำนวนมาก โดยทุกคนได้สะท้อนปัญหาว่าเศรษฐกิจไม่ถูกกระตุ้น แม้รัฐบาลจะทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มีความไม่ต่อเนื่อง เราจึงมีการแลกเปลี่ยนกันซึ่งประชาชนในพื้นที่สนใจในนโยบายเรื่อง “จับคู่กู้เงิน” ซึ่งนโยบายนี้ในช่วงปี 2562 ตนเคยช่วยโปรโมตตอนเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในช่วงนั้น ซึ่งขณะนั้น 4 ปี ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีใครนำมาต่อยอด ดังนั้น ตนจึงคิดว่าจำเป็นจะต้องรื้อฟื้นโครงการนี้ เพื่อคนกรุงเทพฯจะได้เข้าถึงโครงการ โดยเฉพาะ SMEs ในกรุงเทพฯ
ซึ่งทางกรุงเทพฯจะเป็นเจ้าภาพเองและจะทำทันทีภายใน 3 เดือน มีขั้นตอนการทำงาน คือ ในช่วง 1 เดือนแรก จะมีการพูดคุยกับธนาคารที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการใน อ.ต.ก. สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงตลาดอื่นๆ ที่เป็น SMEs โดยในเดือนที่ 2 จะเป็นการพูดคุยกับรัฐบาล และหลังจากนั้น ผู้ประกอบการทุกรายจะเข้าถึงแหล่งทุนนี้ได้ แต่อันดับแรกจะเป็น SMEs ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหากประสบความสำเร็จจึงขยายไปในพื้นที่อื่น แต่จะต้องเชื่อมโยงการค้าขายในพื้นที่ กทม. พร้อมกันนี้ ยังชูนโยบายการขยายสินค้าเอาสู่ แพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มชื่อดังมีการเก็บค่าส่วนต่างในราคาที่สูง รัฐบาลอาจตามไม่ทัน และไม่มีใครมาดำเนินการเรื่องนี้ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายรายกำลังจะล้ม เนื่องจากแพลตฟอร์มชื่อดังเก็บค่าส่วนต่างถึง 25% ต่อออเดอร์ และรายได้นั้นไม่ได้อยู่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ การค้าขายในแพลตฟอร์มยังต้องเสียภาษีอีกช่องทางหนึ่ง และจ่ายภาษีประจำปีอีก แล้วเสียค่าขนส่งให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ ทำให้เงินไม่เข้าประเทศไทยหรือเทียบจะเป็นศูนย์เหรียญแล้ว
“หากผู้ว่า กทม.ชื่อ ดร.มัลลิกา จะจัดทำแพลตฟอร์มของเราเอง โดยมี กทม. เป็นเจ้าภาพ โครงการนี้จะผุดขึ้นมาภายใน 3 เดือน ภายใต้ชื่อว่าแพลตฟอร์ม “Hub Application E-commerce” ซึ่งจะมีการประกวดการตั้งชื่อภายหลัง เมื่อมีแพลตฟอร์มชื่อ TikTok ไทยอาจมีแพลตฟอร์ม ชื่อ กะต๊ากดอทคอม หรือ ตุ๊กตุ๊ก แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการประกวดตั้งชื่อ เมื่อสร้างแพลตฟอร์ม แล้วก็ไม่ต้องเสียค่าส่วนต่าง 25% ให้กับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ซึ่งเป็นของต่างประเทศ เรื่องนี้ กทม. ต้องเป็นเจ้าภาพเพราะเอกชนทำแล้ว สายป่านไม่ถึง เนื่องจากใช้งบประมาณสูง และเมื่อ กทม. เป็นเจ้าภาพแล้ว ก็จะเป็นการหารายได้ โดยค่าแพลตฟอร์มต้องให้ทาง กทม. โดยอาจมีเงื่อนไขว่า 3 ปีแรกใช้ฟรี ซึ่งจะทำให้ กทม. มีรายได้และนำเงินมาพัฒนาพื้นที่ต่อไป” นางมัลลิกา กล่าว
นางมัลลิกา ยังขอย้ำว่า ทั้งสองนโยบายนี้ ต้องดำเนินการควบคู่กันไป ดังนั้น จึงขอโอกาสคนคิดนอกกรอบเข้าไปทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งหากได้เข้าไปโครงการดังกล่าวจะเห็นหน้าเห็นหลังภายใน 3 เดือน เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งจากการลงพื้นที่ในทุกตลาดก็ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตนเดินตลาดจนเหงื่อซก โดย นางมัลลิกา ได้หันหลังโชว์ผู้สื่อข่าวพร้อมบอกว่า “เหงื่อซกไปหมดตอนนี้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเหงื่อ” ทั้งนี้ ตนก็ได้เดินรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ แต่ขอย้ำว่า 2 นโยบายดังกล่าวจะสามารถทำได้ทันทีและวัดผลได้ภายใน 3 เดือน


