xs
xsm
sm
md
lg

ในวันที่ AI กำลังสร้างบริบทใหม่ให้สังคม มนุษย์ยิ่งไม่ควรทิ้งทักษะ Low-Tech ชวนลับคม ‘ทักษะความเป็นมนุษย์’ ให้แข็งแรง เพื่ออยู่รอดและปลอดภัยในโลกยุค Hi-Tech

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้ว คำว่า “Artificial Intelligence” หรือ AI ได้ถือกำเนิดขึ้น และถูกบัญญัติให้เป็นหนึ่งในสาขาวิจัย จากวันนั้นถึงวันนี้ AI ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งใน “เครื่องมือ” ที่ทรงพลังแห่งยุค และเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งต่อการทำงาน การเรียนรู้ ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก

​หากขยับไทม์ไลน์ย้อนกลับไปราว 15-20 ปีก่อน AI ในความเข้าใจของคนทั่วไปยังเป็นระบบที่ถูกออกแบบมาให้ทำตามคำสั่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Generative AI อย่างชัดเจน เทคโนโลยีนี้เกิดมาพร้อมสถานะ “เสมือนนักสร้างสรรค์” ที่เรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ จากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ตามที่มนุษย์ป้อนคำสั่ง (Prompt) โดยสามารถผลิตชิ้นงานได้รวดเร็วและหลากหลาย เช่น งานเขียนบทความ วาดรูป สร้างวิดีโอ สร้างเสียง หรือแม้กระทั่งการเขียนโค้ดโปรแกรม จนกลายเป็น “ผู้ช่วย” คนสำคัญของคนทำงานยุคใหม่
​แต่ผ่านไปพริบตาเดียว โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคถัดไปที่เป็นยุคของ Agentic AI ซึ่งเปรียบเสมือน “นักคิดและนักปฏิบัติ” ที่สามารถรับข้อมูล วิเคราะห์ วางแผน และดำเนินงานหลายขั้นตอนได้ต่อเนื่องมากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์ป้อนคำสั่งทีละขั้นตอนเหมือน AI แบบเดิม ตัวอย่างที่เราเริ่มได้เห็นบ้างแล้ว คือ AI ที่ช่วยจองโรงแรม ทำหน้าที่ตั้งแต่ค้นหาโรงแรม เปรียบเทียบราคา และจัดการจองจนเสร็จสมบูรณ์


เมื่อ AI เรียนรู้รูปแบบภาษาได้ดีและพัฒนาอย่างรวดเร็ว โลกจึงเข้าสู่บริบทใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
​จุดเด่นที่ทำให้ AI ดูราวกับมีเวทมนตร์คือความสามารถในการ “เรียนรู้รูปแบบภาษา” จากข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้ในการฝึกโมเดล ในขณะที่มนุษย์อาจใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังเรียนรู้ได้ไม่หมด มนุษย์จึงสามารถหยิบ AI เข้ามาช่วยงานที่ท้าทายหรือเคยดูแทบเป็นไปไม่ได้ ให้ประสบความสำเร็จ เช่น
• ในปี 2023 นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยถอดรหัสข้อความจากม้วนเอกสารโบราณอายุ 2,000 ปีที่ถูกเผาไหม้จากแรงระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส
• AI สามารถอ่านและแปลภาษา Kalamang ซึ่งเป็นภาษาที่มีคนใช้น้อยกว่า 200 คน ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจภาษานี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

​ความสามารถเหล่านี้ทำให้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เริ่มส่งผลต่อวิธีทำงาน วิธีเรียนรู้ และวิธีใช้ชีวิตของผู้คนในวงกว้าง ในด้านหนึ่งเราเห็น “โอกาส” ที่มาพร้อมกับการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) เพราะ AI โดยเฉพาะ Generative AI กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพียงมีอุปกรณ์อย่างสมาร์ตโฟนหรือแล็ปท็อปที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถนำมาใช้ช่วยคิด ช่วยสร้างสรรค์ และช่วยจัดการงานบางประเภทได้รวดเร็วกว่าเดิม


รายงาน “The economic potential of generative AI: The next productivity frontier” ของ McKinsey & Company (2023) ระบุว่า Generative AI มีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจสร้างมูลค่าได้ราว 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และอาจช่วยหนุนการเติบโตของผลิตภาพแรงงานได้ประมาณ 0.1-0.6% ต่อปีจนถึงปี 2040 หากมีการนำเทคโนโลยีไปใช้ควบคู่กับการปรับรูปแบบการทำงาน การโยกย้ายเวลาแรงงานไปสู่กิจกรรมใหม่ และการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างเหมาะสม
​ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับฐานการประเมินเดิมของเทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่ใช่ Generative AI รายงานฉบับเดียวกันระบุว่า Generative AI อาจช่วยเพิ่มผลกระทบทางเศรษฐกิจของ AI โดยรวมได้อีกราว 15-40% โดยมูลค่าส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกลุ่มงานการบริการลูกค้า การตลาดและการขาย การพัฒนาnซอฟต์แวร์ และงานวิจัยพัฒนา

​จุดนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงานเฉพาะทางอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและรูปแบบการทำงานในวงกว้าง
​ในส่วนของประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ได้เผยผลสำรวจ Thailand Digital Outlook ว่า ในปี 2025 ไทยมีสัดส่วนการใช้งาน AI สูงถึง 66.1% ในธุรกิจทุกขนาด โดยขนาดกลางใช้ AI อยู่ที่ 73.8% ส่วนขนาดใหญ่ใช้ 72.9%
​ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียง “กระแส” แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง


โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดย ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AIGC ได้ระบุว่า ในหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มมีการนำ Agentic AI มาใช้ในหลายภาคส่วน เช่น ในภาคการเงิน ใช้วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ในขณะที่ภาคธุรกิจการค้า ใช้ช่วยคาดการณ์ยอดขาย วางแผนการตลาด และบริหารสต็อกสินค้าแบบอัตโนมัติ รวมไปถึงภาคเทคโนโลยี ที่พัฒนา Agentic AI ให้เป็นผู้ช่วยด้านการเขียนโปรแกรม (Coding Assistant) ที่สามารถวางโครงสร้าง เขียนโค้ด ทดสอบฟังก์ชัน และรันระบบได้ในขั้นตอนเดียว
​แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเทคโนโลยีทรงพลังขึ้น “ความท้าทาย” ก็ยิ่งชัดขึ้นตามไปด้วย เราจึงเริ่มเห็นผลกระทบจากการใช้ AI ปรากฏชัดขึ้นในหลายด้าน เช่น กรณีที่มีรายงานข่าวว่า Oracle เลิกจ้างพนักงานกว่า 30,000 ราย ท่ามกลางการเร่งลงทุนด้าน AI

​การแพร่กระจายของข้อมูลปลอม และ Deepfakes ที่แยกแยะได้ยากขึ้น สอดคล้องกับ Global Risks Report 2024 ของ World Economic Forum (WEF) ที่ระบุว่า ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน โดยเฉพาะเมื่อถูกขยายผลด้วยเทคโนโลยี AI เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกต้องเผชิญ ควบคู่กับความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

​อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ระบุว่า ในปี 2025 ความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ฯ และน่าตกใจที่ประเทศไทยติดอันดับ 9 ในฐานะเหยื่อของสแกมเมอร์ โดยสูญเสียเงินเฉลี่ย 37,000 บาทต่อคน

​นอกจากนี้ อาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือก็เกิดขึ้นจำนวนมากและแนบเนียนขึ้นตามความฉลาดของเทคโนโลยี โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มเปราะบางและเด็กเยาวชน ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและมูลนิธิกระจกเงาระบุว่า ในปี 2568 มีเด็กอายุ 15–18 ปี อย่างน้อย 19 ราย ถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยรูปแบบการหลอกลวงมักเริ่มต้นจากการชักชวนผ่านช่องทางออนไลน์


หากไม่อยากตกขบวน ต้องลับคม “ทักษะความเป็นมนุษย์” (Soft Skills) ที่ AI เลียนแบบไม่ได้
​ท่ามกลางความล้ำสมัยของเทคโนโลยีที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ แต่ก็แฝงไปด้วยอันตรายที่ต้องระวัง คำถามสำคัญคือ “อะไรคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในทุก ๆ สถานการณ์” และจะ “ไม่ถูกแทนที่โดย AI” อย่างสมบูรณ์

​คำตอบอาจไม่ใช่การไปแข่งประมวลผลข้อมูลกับระบบ หรือการงดใช้เทคโนโลยีไปเลย แต่เป็นการกลับมาพัฒนา “ทักษะพื้นฐานของมนุษย์” ที่ดูแสนจะธรรมดา ให้เป็น “สิ่งล้ำค่า” ที่สุดในยุคนี้

​รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum (WEF) และบทความ 4 Important Human Skills AI Can’t Replace ของ Harvard Business School สะท้อนตรงกันว่า ยังมีทักษะสำคัญหลายด้านที่ AI ไม่อาจทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด ได้แก่

​1. ความฉลาดทางอารมณ์ รากฐานของภาวะผู้นำและการสร้างความเชื่อใจ
​มนุษย์มีความสามารถพิเศษในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นผ่านการสังเกตแววตา น้ำเสียง และท่าทาง ทักษะนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อพูดคุยทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อใจ รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมด้วย ซึ่งมีทักษะแยกย่อยอีก เช่น การเป็นผู้นำและการมีอิทธิพลต่อสังคม การตระหนักรู้ในตนเองและการสร้างแรงจูงใจ การบริหารจัดการคนเก่ง ความใส่ใจรายละเอียดและความสม่ำเสมอ เช่น เมื่อมีการพรีเซนต์งานในที่ประชุม ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานจะไม่ได้พูดตรง ๆ ว่ากังวล แต่คนที่สังเกตน้ำเสียง สีหน้า และบรรยากาศได้ดี มักรู้ว่าเมื่อไรควรรับฟัง เมื่อไรควรให้กำลังใจ และเมื่อไรควรช่วยคลี่คลายสถานการณ์

​2. การฟังอย่างตั้งใจ เพื่อเข้าถึงความหมายที่อยู่ “ระหว่างบรรทัด”
​ทักษะต่อมาคือการข้ามขีดจำกัดของตัวหนังสือไปสู่การฟังอย่างตั้งใจและการตีความหมาย มนุษย์เราเก่งมากในเรื่องการรับรู้ถึง “สิ่งที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา” ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความลังเล หรือความคาดหวังลึก ๆ เมื่อฟังอย่างตั้งใจ จะพัฒนาสู่การมีความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจผู้คนในระดับลึกซึ้ง รวมถึงสามารถทำงานบริการลูกค้าที่ต้องแก้ปัญหาตามแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีด้วย เช่น บางครั้งลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่คำตอบที่เร็วที่สุด แต่ต้องการคนที่ฟังอย่างใส่ใจ เข้าใจปัญหาจริง และตอบกลับอย่างตรงจุดมากกว่า

​3. การตัดสินใจในสภาวะคลุมเครือ โดยใช้วิจารณญาณใคร่ครวญ
​ในโลกที่ข้อมูลล้นมือแต่ความชัดเจนกลับน้อยลงนั้น ทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์ที่คลุมเครือ คือตัววัดกึ๋นของมนุษย์ การตัดสินใจให้เฉียบคมที่สุด จึงต้องอาศัยทักษะอื่น ๆ ประกอบกัน เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงระบบ องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการทรัพยากร การควบคุมคุณภาพ ศีลธรรม จริยธรรม รวมถึงความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เมื่อหลอมรวมทักษะเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะช่วยให้มองภาพรวมและประเมินความเสี่ยงอย่างมีเหตุมีผล อีกทั้งการตัดสินใจในแต่ละครั้งจะเกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้ข้อจำกัดทางด้านข้อมูล

​อย่างในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น โรคระบาดหรือสงคราม ผู้คนอาจได้รับข้อมูลจากหลายแหล่งที่คลาดเคลื่อนกัน รวมถึงคำตอบจาก AI ที่ดูน่าเชื่อถือแต่ระบุแหล่งที่มาไม่ได้ และอาจมีความเสี่ยงด้านกฎหมายหรือจริยธรรม คนที่ตัดสินใจได้ดีจะไม่รีบเชื่อทันที แต่จะตรวจสอบ เปรียบเทียบ และชั่งน้ำหนักก่อนนำข้อมูลไปใช้หรือเผยแพร่

​4. ความคิดสร้างสรรค์ พลังแห่งการท้าทายและสร้างสิ่งใหม่
​มนุษย์ถือเป็นนักจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะ แต่รวมถึงการสร้าง “นวัตกรรม” ใหม่ ๆ ที่ต้องอาศัยการใช้ความรู้ สัญชาตญาณ หลอมรวมกับประสบการณ์ส่วนตัว ความกระหายที่จะเรียนรู้นี้เองที่ทำให้มนุษย์กล้าที่จะตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม ๆ และแสวงหาวิธีการใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ทุกอุตสาหกรรมเติบโตและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ การเกิดขึ้นของ AI เองก็เป็นผลลัพธ์จากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เมื่อราว 70 ปีก่อน ที่มีคนกล้าตั้งคำถามว่า “เครื่องจักรจะเรียนรู้หรือคิดได้หรือไม่” และคำถามนั้นเองได้ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกในวันนี้

​นั่นแปลว่า แม้ AI จะช่วยต่อยอดไอเดียได้รวดเร็ว แต่ต้นทางของนวัตกรรมใหญ่ ๆ ก็ยังเริ่มจากจินตนาการและคำถามใหม่ของมนุษย์เสมอ

​หากสามารถพัฒนา “ทักษะพื้นฐานของมนุษย์” ให้แข็งแกร่งและประยุกต์ใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ ก็จะเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า “Smart Cyborg” หรือมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ในยุคเทคโนโลยีที่เก่งทั้งการจัดการอารมณ์ มีความรู้เฉพาะทาง และใช้เครื่องมือทันสมัยได้อย่างคล่องแคล่ว ท้ายที่สุดจะกลายเป็น “ผู้อยู่รอดที่แท้จริง” ทั้งในด้านการใช้ชีวิตให้ปลอดภัยจากภัยออนไลน์ และเป็นคนที่องค์กรต้องการตัว เพราะไม่อาจหา AI ใดมาทดแทนได้

​สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล เพื่อการก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน
​เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า AI จะพัฒนาไปไกลถึงจุดไหน หรือจะมีเทคโนโลยีใดมาเปลี่ยนโลกอีกครั้งหรือเปล่า ดังนั้นการพัฒนาทักษะความเป็นมนุษย์ จึงสำคัญพอ ๆ กับการมี “ทักษะ Digital / AI Literacy” เพราะเทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อยกระดับชีวิต ไม่ใช่ลดทอนความเป็นคน การสร้างสมดุลระหว่างโลก Hi-Tech กับทักษะ Low-Tech จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับ “อนาคตของคนรุ่นใหม่”
​ดังนั้น Digital / AI Literacy ไม่ควรเป็นความรู้เฉพาะของคนสายเทคฯ อีกต่อไป แต่ควรเป็นทักษะพื้นฐานของคนไทยทุกคนที่ใช้เทคโนโลยีและโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA จึงเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ด้าน Digital / AI Literacy ให้เป็นภูมิคุ้มกันของคนไทย ผ่านโครงการ ETDA Digital Citizen หรือ EDC ที่มุ่งสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ยกระดับความรู้ ความตระหนัก และทักษะการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ มั่นคงปลอดภัย และรู้เท่าทันโลกออนไลน์ โดยต่อยอดการเรียนรู้ในรูปแบบ e-Learning ในชื่อ EDC Trainer และ EDC Plus เพื่อให้คนไทยเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ดูรายละเอียดหลักสูตร EDC Plus เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ ETDA และ Facebook: ETDA Thailand