xs
xsm
sm
md
lg

สสส.-กรมสุขภาพจิต ผนึกภาคีสร้าง “ชุมชนสุขภาพจิตดี” ดัน 41 พื้นที่ต้นแบบ ปั้นนักส่งเสริมสุขภาพจิตกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส.-กรมสุขภาพจิต-มสช. ผนึกภาคีสร้าง “ชุมชนสุขภาพจิตดี” ทั่วประเทศ ชู 41 พื้นที่ต้นแบบ ปั้นนักส่งเสริมสุขภาพจิตกว่า 3,193 คน ดันสุขภาพจิตสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น

วันนี้(5 มิ.ย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) จัดเวทีสานพลังเครือข่ายและสื่อสารสาธารณะด้านการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จของโครงการขยายผลการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตลอดช่วงชีวิตในชุมชน พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนการดำเนินงาน และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตชุมชนในอนาคต

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนมากขึ้นในทุกช่วงวัย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สังคม และระบบบริการสุขภาพ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง สสส. กรมสุขภาพจิต และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ในการดำเนินโครงการขยายผลการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตลอดช่วงชีวิตในชุมชน ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานต่อเนื่องเข้าสู่ระยะที่ 3

โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการสร้างเสริมสุขภาพจิต “โดยชุมชน เพื่อชุมชน” ผ่านความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญทั้งการดูแลสุขภาพจิตและปัจจัยกำหนดสุขภาพจิต อาทิ การเสริมสร้างทุนทางสังคม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย การสร้างครอบครัวอบอุ่น และการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งสู่สังคมสุขภาวะทางจิตอย่างยั่งยืน

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการสามารถพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและพื้นที่ขยายผลรวม 41 ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายนักส่งเสริมสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (นสช.) มากกว่า 3,193 คน กระจายอยู่ในทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศ ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงเชิงรุก รับฟังอย่างลึกซึ้ง เยี่ยมบ้านกลุ่มเปราะบาง ประสานการส่งต่อผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และเชื่อมโยงการช่วยเหลือทางสังคมในระดับพื้นที่

ผลการประเมินดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น พบว่ามีพัฒนาการดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 80 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เป็น 124 คะแนน จากคะแนนเต็ม 144 คะแนน สะท้อนถึงประสิทธิผลของการสร้างกลไกสุขภาพจิตโดยชุมชนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นอกจากนี้ กว่าร้อยละ 60 ของชุมชนต้นแบบยังสามารถผลักดันประเด็นสุขภาพจิตเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นได้สำเร็จ และได้พัฒนาหลักสูตรสร้างคนทำงานด้านสุขภาพจิตในชุมชน เพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศในอนาคต


ด้าน นพ.จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยยังคงน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลปี 2568 เปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสำคัญ โดยประชาชนมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าร้อยละ 8.3 มีความเครียดสูงร้อยละ 7.8 และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายร้อยละ 4.6

ขณะเดียวกัน ประเทศยังเผชิญปัญหาความรุนแรงในสังคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวช ปัญหาการใช้สารเสพติด และการฆ่าตัวตาย ซึ่งเชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร สิ่งแวดล้อม และวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระดับชุมชนที่อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเฝ้าระวัง ดูแล และตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ ทำให้ประชาชนตระหนักและรู้สึกเป็นเจ้าของการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนร่วมกัน” นพ.จุมภฎ กล่าว


ด้าน นายปองพล ชุษณโชติ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 3 และผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานระยะที่ 3 คือการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถประเมินสถานการณ์สุขภาพจิตของตนเองผ่าน “ดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น” (Community Mental Health Index) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

โดยการดำเนินงานประกอบด้วย 3 กลไกหลัก ได้แก่ การยกระดับพื้นที่ต้นแบบเดิม การขยายผลสู่พื้นที่ใหม่ และการพัฒนศักยภาพคนในชุมชนให้สามารถดูแลและช่วยเหลือประชาชนด้านสุขภาพจิตได้ด้วยตนเอง หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่โดดเด่นคือ ตำบลวังกรด อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ซึ่งสามารถขับเคลื่อนงานครอบคลุมทั้งการพัฒนาความรู้ด้านสุขภาพจิตและยาเสพติด การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การส่งเสริมอาชีพ และการผลักดันเป็นนโยบายระดับตำบล

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมดูแลสุขภาพจิตในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ ระบบคู่หูติดตามกลุ่มเสี่ยง “เบิ่งแงง ฮักแพงใจ” การใช้ดิจิทัลโมเดลและกิจกรรมกีฬาเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจในเยาวชน ตลอดจนการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยและศูนย์ให้คำปรึกษาเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิต

ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายจากพื้นที่สะท้อนว่า การเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และการบรรจุประเด็นสุขภาพจิตไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้งานสุขภาพจิตชุมชนเกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืน และสามารถขยายผลครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างแท้จริง