เมืองไทย 360 องศา
บทบาท ท่าทีและการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ ถือว่าน่าจับตาไม่น้อย เพราะบางครั้งในสถานการณ์ที่ส่อเค้าวุ่นวายในอนาคต การที่ตัวเองยืนนิ่งๆ หรือเก็บตัวสงบปากสงบคำ อาจเป็นการสร้างเครดิตและสะสมแต้มให้กับตัวเองไม่น้อย ดีกว่าการกระโดดลงไปร่วมวงในสิ่งที่ทุกอย่างยังไม่ชัวร์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถือว่าพรรคเพื่อไทยสงวนท่าที หรือไม่ก็ “ไหลไปตามน้ำ” ในสิ่งที่เห็นว่าไม่เป็นผลลบกับตัวเอง
ขณะเดียวกันอีกบทบาทหนึ่งด้วยสถานะที่ตัวเองเป็นลักษณะ “ตัวแปร” ในทางการเมือง ที่มีจำนวน ส.ส.ที่มีขนาดกำลังพอเหมาะ พวกเขาจึงยืนลักษณะดังกล่าวเอาไว้อย่างมั่นคง พิจารณาจากเหตุการณ์ล่าสุดที่พรรคประชาชนได้ประกาศว่า มีส.ส.ของพรรคไม่น้อยกว่า 30 คน ยินดีร่วมลงชื่อกับพรรคเพื่อไทย ให้สามารถรวบรวมรายชื่อได้ครบเพื่อเสนอ ร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในฉบับของพรรคได้ โดยก่อนหน้านี้ ทางพรรคภูมิใจไทย ก็ประกาศเทเสียงร่วมลงชื่อในการเสนอร่างแก้ไขไปแล้ว
ดังนั้นนาทีนี้ สังเกตให้ดีจะเห็นว่าในทางการเมืองกลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยกำลัง “เนื้อหอม” ไม่เบา มีแต่ถูกดึงเข้าพวก หรืออย่างน้อยไม่มีฝ่ายไหนแสดงท่าทีเป็นฝ่ายตรงกันข้ามก็แล้วกัน
อย่างไรก็ดี กล่าวถึงพรรคเพื่อไทย ก็คงไม่อาจมองข้ามความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยถูกจับตามองว่าหลังจากได้รับการพักโทษ และถูกคุมประพฤติที่บ้านพักแล้ว เขายังมีการเคลื่อนไหวอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นทางการเมือง ปรากฏว่าที่ผ่านมา ทุกอย่างก็ยังเรียบร้อยดี ยังมีการติดกำไลอีเอ็มตามระเบียบแต่โดยดี ไม่มีอะไรออกนอกลู่นอกทาง โดยกำหนดการพ้นโทษของเขา ในวันที่ 9 กันยายน ที่จะถึงนี้
ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เวลา 14.09 น. ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ มีรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเข้าพบพนักงานคุมประพฤติ รายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ได้รับการพักโทษคุมประพฤติ หลังเลื่อนรายงานตัวคุมประพฤติ จากวันที่ 25 พ.ค.69 เป็นวันที่ 28 พ.ค.69 แทน โดยมี นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางมาด้วย
โดยบริเวณข้อเท้าข้างซ้ายของ นายทักษิณ ยังคงมีการสวมกำไล EM และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายทักษิณ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง นายทักษิณได้ยิ้มแย้มและตอบผู้สื่อข่าวว่า “ดีๆ ไม่มีอะไร“ ก่อนที่นายทักษิณและทนายวิญญัติ เดินขึ้นอาคารสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อไปรายงานตัวครั้งที่ 1 กับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ
จากนั้น เมื่อช่วงเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา ได้มีรถยนต์ส่วนตัวของ นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้ขับเข้ามาภายในสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรอรับรายงานตัว อดีตนายกฯ
ต่อมา เวลา 14.19 น. ผ่านไปเพียง 10 นาที นายทักษิณ และทนายวิญญัติ เดินลงจากอาคารสำนักงานคุมประพฤติฯ โดยนายทักษิณ ได้สวมกอดและขอบคุณคนเสื้อแดง พร้อมพูดคุยเล็กน้อยที่ได้เดินทางมาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้น นายทักษิณ ได้หันมาพูดคุยกับทนายวิญญัติ สั้นๆ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่าการรายงานตัววันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากไม่ได้เจอถึง 17 วัน นายทักษิณ ยิ้มและตอบว่า “ตามประสาคนแก่” แต่เมื่อถามว่าการรายงานตัววันแรก เป็นไปด้วยดีหรือไม่นั้น นายทักษิณ ตอบว่า “วันนี้ก็ไม่มีอะไร ถือเป็น formality (พิธีการ)” ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและเดินทางกลับออกจากสำนักงานคุมประพฤติ
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งหากพิจารณาจากบทบาทของพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลในรอบเกือบสองเดือนที่ผ่านมาก็ยังถือว่ายังไปได้ดีกับพรรคแกนนำอย่างพรรคภูมิใจไทย ยังถ้อยทีถ้อยอาศัย ยังไม่เห็นรอยปริ หรือมีอาการงัดข้อออกมาให้เห็น
อีกทั้งยังได้เห็นการหนีบเอา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นทายาททางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในอนาคต ออกงานสำคัญมาตลอด ทริปล่าสุดก็คือ การร่วมคณะชุดใหญ่เดินทางไปเยือนฝรั่งเศส รวมไปถึงภารกิจสำคัญของรัฐบาล ก็จะมีการเอ่ยถึง นายยศชนัน มาตลอด
ขณะเดียวกันบทบาทและการวางตัวของ นายยศชนัน ในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าได้รับการชื่นชมเกินคาด ทั้งการพูดการตอบคำถามถือว่า “เป็นมวย” สามรถสร้างภาพลักษณ์ให้กับพรรคเพื่อไทยดีขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว ถือว่าบทบาทในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ทำได้ดี สามารถถูกพูดถึง ทั้งที่จะว่าไปแล้วเป็นกระทรวงระดับซี ไม่ใช่กระทรวงใหญ่ ภารกิจเป็นงานวิชาการ แต่เขาสามารถขับเคลื่อนจนถึงพูดถึง และอยู่ในหน้าสื่อ มีภาพลักษณ์ทางบวกมากกว่าเดิม
ในทางการเมือง มีหลายคนมองว่านับจากนี้ไปรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย จะเริ่มเจอมรสุมที่หนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากการคาดหมายในเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจที่คาดว่าในช่วงระยะ 3 เดือนหลังจากนี้ จะเริ่มเจอกับภาวะวิกฤตอันเนื่องจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่จะออกฤทธิ์ นั่นคือหลังจากที่ช่วงแรกได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน พลังงานแพง ถัดมาก็เป็นเรื่องของแพง และระยะที่สาม จะเป็นเรื่องผลกระทบที่หากรับมือไม่ดีจะกลายเป็นวิกฤตินั่นคือ “เงินหมด”
หากเป็นแบบนี้ ตามที่บรรดากูรูทางเศรษฐกิจได้ประเมินเอาไว้ ก็จะส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนทันที เพราะสิ่งที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลได้ดีที่สุด ก็คือผลงานของรัฐบาล ในเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง ราคาสินค้า หากรัฐบาลทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดีมันก็ยิ่งมีความเสี่ยง เพราะหากพิจารณาจากต้นทุนในเรื่องเครดิตหลายคนในรัฐบาลโดยเฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย ล้วนมีภูมิหลังน่าสงสัย บางคนแทบจะเรียกว่ามีพฤติกรรมเกือบเป็น “สีเทา” ก็มี ดังนั้น ความหวังก็จะอยู่ที่ผลงานด้านเศรษฐกิจ หากแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านพอใจก็อาจผ่านไปได้
เมื่อวกมาที่พรรคเพื่อไทย รวมไปถึง นายทักษิณ ชินวัตร ในบทบาทที่นิ่งเงียบ ไม่มีปัญหากับใครในเวลานี้อาจเป็นบทบาท และท่าทีที่เหมาะสมกับสถานการณ์แล้วก็ได้ เพราะสำหรับ นายทักษิณ ถือว่ายังมี “ชนัก” จากคดีสำคัญคาอยู่ ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ต้องรักษาสภาพ “ตัวแปร” ให้ได้อย่างมั่นคง เพื่อสังเกตให้ดีจะเห็นว่าทุกฝ่ายล้วนยื่นมือมาแตะด้วยความเป็นมิตรทั้งสิ้น แค่นี้ก็เก็บแต้มไปเรื่อยๆดีกว่า !!


