เมืองไทย 360 องศา
เรียกว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนกันพอสมควร กับผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันก่อน ที่สะท้อนความรู้สึกออกมา และเป็นลักษณะเปิดโปงหน่วยงานราชการว่ามีหน่วยงานไหนบ้างที่มีการรับสินบน มีการทุจริต แม้ว่าในสังคมรับรู้กันอยู่แล้วว่า “เป็นเรื่องจริง” ซึ่งแน่นอนว่าได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ติดลบ ขณะเดียวกันก็ได้สร้างความไม่พอใจกับผู้บริหารหน่วยงานนั้น บางหน่วยงานถึงกับ “ทนไม่ไหว” ขยับเตรียมฟ้องกลับ อ้างว่าทำให้เสียหาย และไม่มีหลักฐาน
และหากสำรวจท่าทีก่อนหน้านี้ หนึ่งในนั้นก็มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็พยายามกล่าวในทำนองเดียวกัน เหมือนกับการสนับสนุนให้หน่วยงานราชการที่ว่านั้นฟ้องร้อง หากเห็นว่าทำให้เกิดความเสียหาย โดยบอกว่าพวกเขามีสิทธิ์ในการปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออะไรประมาณนั้น
อย่างไรก็ดี จากท่าทีตอบโต้โดยขู่ฟ้องกลับ จนถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นกว่าเดิม มีการกล่าวหาว่านี่คือเจตนาในการ “ฟ้องปิดปาก” จนกระทั่งในที่สุดมีการเปลี่ยนท่าที และล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
1.ให้มี "คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริตเรียกโดยย่อว่า "คตท." ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรม เป็นรองประธานกรรมการ
ส่วนกรรมการประกอบไปด้วย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใส่ในประเทศไทย ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ข้าราชการสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ให้ คตท. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1.เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)
2. ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย
3.ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.เพื่อประกอบการพิจารณา 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น 5.ดำเนินการอื่นๆตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ก็ต้องบอกว่า คณะกรรมการที่เรียกว่า “คตท.” ชุดนี้ จัดใหญ่พอสมควร เนื่องมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมถึงมีองค์ประกอบที่มีจากทุกหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐ ที่เป็นทางด้านฝ่ายกฏหมาย ปกครอง ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และยังมีภาคเอกชน ครบถ้วน
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณจากอำนาจหน้าที่แล้วลักษณะเป็นการ “รับฟังข้อมูล” และการประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อนำข้อมูลการทุจริตที่ได้รับมานั้นไปดำเนินการต่อไป ส่วนจะดำเนินการต่อไปอย่างไรนั้น ก็ยังไม่มีรายละเอียดออกมา เอาเป็นว่า หากมองในด้านบวก ก็ต้องบอกเพียงแค่ว่า นี่คือการ “ตื่นตัว” ของฝ่ายรัฐบาล ในเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่การ “ปราบปราม” จริงจัง ลักษณะจึงไม่ต่างจากการ “รับข้อเสนอ” เพื่อนำไปดำเนินการต่อไป แต่ถึงอย่างไร ก็ยังไม่อยากไปวิจารณ์ให้เสียจังหวะกันไปก่อน
แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาจากอารมณ์ของสังคมในเวลานี้ เหมือนกับว่า “ยังไม่มั่นใจ” กับการ “ขยับปราบโกง” ของรัฐบาล ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เท่าใดนัก แม้ว่าอารมณ์ยังไม่ถึงขนาดที่เรียกว่า “ไม่เชื่อมั่น” แต่เอาเป็นว่าปฏิกิริยาที่ออกมาถือว่าไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าใดนัก อีกทั้งการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็เพิ่งมาเกิดขึ้นหลังจากถูกวิจารณ์เรื่องผลสำรวจการทุจริตของหน่วยงานภาครัฐ “เจ้าประจำ” ลักษณะจึงไม่ต่างจากการ “แก้เกม” ไม่ใช่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น
หรือแม้ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ยังย้ำว่า รัฐบาลของเขามีการปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งสแกมเมอร์ การฟองเงิน ค้ามนุษย์อย่างจริงจัง มีการยึดทรัพย์ มีการจับกุม มีคดีเพิ่มขึ้นมากมาย สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังมาตลอด แต่หากสำรวจความรู้สึก สำรวจความเห็นส่วนใหญ่ยังกลับเห็นว่า “ยังไม่เอาจริง” หรือ จัดการได้ล่าช้า ไม่ทันการณ์ อะไรประมาณนั้น หรือครั้งนี้ก็เหมือนกันเป็นการขยับหลังจากถูกวิจารณ์ ถูกแรงกดดันจากสังคมอย่างหนักไปแล้ว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องพิจารณากันก็คือ อารมณ์และความรู้สึกที่ยัง “เฉยๆ” กับการปราบโกงของรัฐบาล ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งล่าสุดที่มีการตั้งคณะกรรมการ”คตท.” ขึ้นมา สังคมก็ยังไม่มีอารมณ์ร่วมเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าจะเอาจริงเอาจัง และอีกด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะ “ภาพจำ” ในอดีตที่ยัง “ไม่เคลียร์” จากหลายเรื่อง ในความรู้สึกของชาวบ้าน โดยเฉพาะภาพที่เป็น “เงา” ของรัฐบาลที่มักถูกมองด้วยสายตาสงสัยอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า !!


