เมืองไทย 360 องศา
หลังจากออกจากเรือนจำและได้รับการ “พักโทษ”ที่บ้านพัก เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร ก็ได้กล่าวกับสื่อที่รอสัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาได้จำศีลมา 8 เดือนกว่า จำอะไรไม่ได้แล้ว” ทำให้หลายคนที่ติดตามการเมืองตีความหมายว่า เขามีเจตนาส่งสัญญาณออกมาว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวภายนอกหรือเปล่า ประกอบกับที่ผ่านมา ก็มีการเปิดเผยผ่านคนในครอบครัว เช่น ลูกสาว คือน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เคยกล่าวว่า พ่อต้องการใช้ชีวิตเงียบๆ และอยู่กับลูกหลาน อะไรทำนองนี้ ความหมายประมาณว่าไม่อยากยุ่งเรื่องการเมืองแล้ว
อย่างไรก็ดีสำหรับ นายทักษิณ ชินวัตร เชื่อว่าต้องประเมินกันอีกแบบ เพราะหากใครที่ติดตามเขามานานย่อมรับรู้กันดีว่า ทุกคำพูด ทุกความเคลื่อนไหว ย่อมมีความหมาย และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “จำศีล” หรือแม้แต่การบอกว่าจะใช้ชีวิตบั้นปลายกับลูกหลานนั้น ก็ต้องมาอ่านใจกันให้ละเอียด แต่ที่สำคัญที่สุดนาทีนี้สำหรับ นายทักษิณ ก็คือ “สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว” รวมไปถึงทำให้เขาไม่อาจ “คุมเกม” ได้เหมือนเดิม และในความเป็นจริง เขากำลังถูกบังคับให้ต้องเล่นตามเกมต่างหาก
นับตั้งแต่ นายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยให้เขาต้องกลับไปรับโทษให้ครบ 1 ปี ตามคำพิพากษา ทุกอย่างก็ทำความเข้าใจได้แล้วว่า ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ในคุก จนกระทั่ง 8 เดือนผ่านไป ก็ได้สิทธิ์ “พักโทษ” เข้าตามเงื่อนไขตามกฎหมาย เมื่อออกมาก็ต้อง “ติดกำไลอีเอ็ม” จนกว่าจะครบกำหนดโทษ
ดังนั้น คำว่า“จำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้แล้ว” ในความหมายก็คือ การ “กบดาน” หรืออีกด้านหนึ่งก็เหมือนกับ “ถูกบังคับ” ให้อยู่นิ่งๆไปก่อน ขณะเดียวกันที่บอกว่า เวลานี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไป จนทำให้ไม่อาจควบคุมเกมอะไรได้มากนัก นั่นคือนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างหมดรูป และกลายมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แทนที่จะเป็นพรรคแกนนำเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ดี สำหรับนายทักษิณ ชินวัตร หลายคนยังเชื่อว่า การ “จำศีล” แบบนี้ย่อมเป็นการชั่วคราว เพื่อรอจังหวะเท่านั้น อีกทั้งไม่เหมาะที่จะเคลื่อนไหวให้ “ล้ำเส้น” มากนัก เพราะสถานะตอนนี้ยังเป็นนักโทษ ยังไม่พ้นโทษ และนอกเหนือจากนี้ ยังมีคดีสำคัญที่เป็น “ชนักปักหลัง” เอาไว้ก็คือ คดีมาตรา 112 ในชั้นอุทธรณ์ ที่ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ มันก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสบายใจนัก
ดังนั้น นาทีนี้หากให้ประเมินกันคร่าวๆ เท่าที่มองเห็นก็คือ การ “จำศีลชั่วคราว” เพื่อรอจังหวะ เพราะอย่างน้อยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีความเคลื่อนไหวในพรรคเพื่อไทยที่ต้องจับตาว่า ไม่ใช่เงียบเชียบนัก อย่างน้อยก็มีบางอย่างที่ทำให้เห็นว่าข้างในก็มีการ “ขยับเล็กๆ” ออกมาให้เห็นบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะการตั้ง “คณะผู้บริหารพรรค” ชุดใหม่จำนวน 11 คน ทำหน้าที่ขับเคลื่อน และกำหนดยุทธศาสตร์พรรค
โดย คำสั่งพรรคเพื่อไทย ที่ 0005/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย เพื่อให้การบริหารและการดำเนินกิจการของพรรคเป็นไปด้วยความรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2566 ข้อ 58 ประกอบมติคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย การประชุมครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงให้แต่งตั้ง “คณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย” โดยมีองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ประธาน 2. รองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล รองประธาน 3. นายภูมิธรรม เวชยชัย กรรมการ 4.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช กรรมการ 5. นางมนพร เจริญศรี กรรมการ 6. น.ส.จิราพร สินธุไพร กรรมการ 7. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กรรมการ 8.นายสรวงศ์ เทียนทอง กรรมการ 9.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมการและเลขานุการ 10.น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ผู้ช่วยเลขานุการ 11.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
1. พิจารณาสั่งการและดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของพรรค เว้นแต่เรื่องที่กฎหมาย และข้อบังคับกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค ให้เสนอความเห็นต่อหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อพิจารณาดำเนินการ
2.เรื่องใดเกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งจำต้องอาศัยมติคณะกรรมการบริหารพรรค ให้คณะผู้บริหารพิจารณาและทำความเห็นเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา
3.พิจารณากำหนดและดำเนินการเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของพรรคในด้านต่าง ๆ โดยอาจประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาตามที่เห็นสมควรและรายงานให้คณะกรรมการบริหารพรรคเดือนละครั้ง
4. ร่วมประชุมและพิจารณาให้ความเห็นต่อคณะกรรมการบริหารพรรคในเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคขอรับฟังความเห็น
5. แต่งตั้งบุคคลผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์เป็นคณะทำงานได้ตามความเหมาะสม และแจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคทราบภายในการประชุมครั้งต่อไป
6. หน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายโดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี นับแต่วันที่แต่งตั้ง
แม้ว่าคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทยดังกล่าว หากพิจารณาตามรายชื่อแล้ว ตามความเป็นจริงแล้วล้วน “ไม่น่าสนใจ” ตามความรู้สึกของคนภายนอก เนื่องด้วยแทบทั้งหมดล้วน “หน้าเดิม” แต่ที่ต้องจับตาก็คือ พวกเขาล้วนเป็นใกล้ชิด และรับใช้ครอบครัวของ นายทักษิณ ชินวัตร มายาวนาน รวมไปถึงทำงานในพรรคเพื่อไทยที่ไม่ต่างตัวแทน “เถ้าแก่” นั่นแหละ
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาอีกด้านหนึ่งนี่คือการ “กระชับ” การบริหารภายในเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง อย่างน้อยก็เพื่อประคองสถานการณ์ในช่วงที่ยังต้องรอเวลา ให้พ้นจาก“ฤดูจำศีล”
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากความจำเป็นของสถานการณ์แล้ว นาทีนี้ยังเชื่อว่า นายทักษิณ ชินวัตร ยังต้องใช้เวลา “จำศีล” ต่อไป เพราะทุกอย่างยังไม่เป็นใจสำหรับเขา และที่สำคัญทั้งในตอนนี้และในอนาคตข้างหน้า เมื่อต้องพ้นฤดูจำศีลแล้ว ก็ยังต้องปรับบทบาทใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนไปจนแทบจะสิ้นเชิงแล้ว !!


