แกนนำใต้พรรคส้ม โต้ ‘พิพัฒน์’ ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก ปมกว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่โครงการแลนด์บริดจ์ ชี้รัฐบาลต้องตรวจสอบนายทุนกว้านซื้อทรัพยากรส่วนใหญ่ในพื้นที่
วันนี้ (13 พ.ค. 69) เวลา 12.30 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ น.ส. ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังบริษัท อาม่า มารีน จำกัด ออกมาแถลงข่าวปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกรณีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ ในพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ตนได้แถลงในที่ประชุม ครม. เงา ครั้งที่ 1 และแสดงความเสียดายที่นายพิพัฒน์ยกเลิกการลงพื้นที่ว่า หากนายพิพัฒน์ลงพื้นที่จริงก็จะได้รับฟังข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหากไม่รู้จะไปที่ไหนให้ไปที่อ่าวเคย ซึ่งชาวบ้านพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่เรียกว่า “อาม่า” พร้อมย้ำว่าตนไม่เคยระบุชื่อบริษัทโดยตรง และเมื่อบริษัทออกมาชี้แจงก็ไม่ได้มีข้อขัดข้องแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม น.ส. ภคมนมองว่าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นผู้ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อย่างแข็งขัน นายพิพัฒน์ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการถือครองที่ดินและการกว้านซื้อทรัพยากรในพื้นที่มากกว่า โดยระบุว่าหากทรัพยากรส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือนายทุนแล้ว ก็ต้องตั้งคำถามว่าสุดท้ายผลประโยชน์จากการพัฒนาจะตกอยู่กับใคร และประชาชนจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ขณะนี้มีข้อมูลจากประชาชนว่ามีการเข้าซื้อที่ดิน แม้บางแปลงยังไม่มีเอกสารสิทธิ โดยมีการอ้างว่าสามารถดำเนินการออกโฉนดในภายหลังได้ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบ ทั้งเรื่องการออกเอกสารสิทธิ และผู้ที่ถือครองที่ดินรายใหญ่ในพื้นที่
นอกจากนี้ น.ส. ภคมนกล่าวถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ออกมาชี้แจงภายหลังมีการพูดถึงคำว่า “อาม่า” ว่าดูเหมือนจะรีบออกมาปกป้องความโปร่งใสของธุรกิจส่วนตัวและธุรกิจของครอบครัว
“ดิฉันคิดว่าเริ่มต้นวันนี้ พี่น้องประชาชนเริ่มสงสัยแล้ว ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน ตรวจสอบก่อนว่ามีใครเกี่ยวข้อง หรือพยายามเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่” น.ส. ภคมนกล่าว
น.ส. ภคมนกล่าวด้วยว่าหากในอนาคตจะมีการตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการ แต่หน้าที่แรกของรัฐมนตรีคือทำงานเพื่อบ้านเมือง และตรวจสอบผลประโยชน์สาธารณะก่อน ไม่ใช่เร่งชี้แจงเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเครือญาติ ย้ำว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและพลังงานในประเทศไทยไม่อาจแยกขาดจากการเมืองได้ และยิ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องสร้างความโปร่งใส และทำให้ประชาชนมั่นใจว่าการพัฒนาจะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม


