ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ จากมือปราบ "สุภา ปิยะจิตติ" ชีวิตพลิกผันกลายเป็น “จำเลย”
ความเคลื่อนไหวล่าสุด จาก "สุภา ปิยะจิตติ" อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่งผ่านมาถึงสังคมในวันที่ตัวเองตกเป็นจำเลยเสียเอง โดยเจ้าตัวมองว่า มติ ป.ป.ช. 4 ต่อ 3 ที่ชี้มูลความผิดเธอนั้น มีเบื้องหลังจากการทำงานของกรรมการบางคน และทีมงานที่มุ่งเป้ามาที่ตัวเธอโดยเฉพาะ
“สุภา” ยืนยันว่า การตัดสินใจในอดีตทำไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ชี้ชัดว่า เจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือใคร และ เป็นการรักษาหลักการกฎหมาย ไม่ใช่การละเว้นหน้าที่ อย่างที่ถูกกล่าวหา
แต่ในโลกของความจริงที่ปรากฏ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา อัยการได้ยื่นฟ้อง “สุภา ปิยะจิตติ” กับพวกรวม 3 ราย เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ปิดฉากสถานะ ‘ผู้ตรวจสอบ’ และ เริ่มต้นบทบาท ‘จำเลย’ อย่างเต็มตัว
ย้อนกลับไปในช่วงที่ชื่อของ ‘สุภา’ ที่ใครๆก็รู้จัก ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง และประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร เธอคือผู้ที่ออกมาเขย่าเก้าอี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยการเปิดเผยตัวเลขขาดทุนกว่าสองแสนล้านบาท
ข้อมูลจากปากของ “สุภา” ในวันนั้น กลายเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ส่งแรงสะเทือนไปถึงชั้นการไต่สวนของป.ป.ช. จนนำไปสู่คำพิพากษาประวัติศาสตร์ คดีจำนำข้าว และส่งให้เธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. ในเวลาต่อมา
ทว่า... ดาบที่เคยใช้ปราบทุจริต วันนี้กลับหันคมเข้าหาตัว
มูลเหตุแห่งคดีที่ทำให้ “สุภา” ต้องขึ้นศาลในวัยเกษียณ เกิดจากการที่กรมสรรพากรประเมินภาษี นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ชินวัตร จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน โดยมองว่า ทั้งสองเป็นเพียงตัวแทน (Nominee) ของ นายทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น
ในขณะนั้น มีข้อกฎหมาย และระเบียบกระทรวงการคลัง (ว.44) ระบุชัดว่า คดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท และรัฐเป็นฝ่ายแพ้คดี ส่วนราชการต้องอุทธรณ์เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ แต่ 'สุภา' ในฐานะผู้บังคับบัญชา กลับลงนามรับทราบการไม่อุทธรณ์ ส่งผลให้คดีภาษีของบุตรทั้งสอง ถึงที่สุดทันที และรัฐต้องเบนเข็มไปไล่บี้ภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท จากตัวนายทักษิณแทน
ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ แม้ในปี 2568 ศาลฎีกาจะพิพากษาว่าการประเมินภาษีนายทักษิณนั้นชอบด้วยกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ รัฐกลับบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ จากยอดหมื่นล้าน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเม็ดเงินแผ่นดินนี้เอง ที่กลายเป็นบ่วงรัดคอให้ ป.ป.ช. มีมติ “ชี้มูลความผิดสุภา” ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา157
อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีมองว่า มติ 4 ต่อ 3 จะพบว่า “สุภา” ยังพอมีช่องสู้คดีได้ไม่น้อย เพราะกรรมการเสียงข้างน้อย 3 คน เห็นตรงกันว่า การลงนามของสุภา เป็นเพียงการสั่งให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ผู้ที่สั่งการไม่อุทธรณ์โดยพลการคือ “อธิบดีกรมสรรพากร” ในขณะนั้น
จากนี้ไป... บทพิสูจน์ความจริงจะย้ายจากห้องประชุมป.ป.ช. ไปสู่คอกจำเลยในศาล ซึ่งนัดสอบคำให้การครั้งแรก จะมีขึ้น ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นี้
เรื่องราวชีวิตพลิกผันของ “สุภา ปิยะจิตติ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่นี่คือบรรทัดฐานครั้งสำคัญของข้าราชการไทย ว่า ในวันที่ต้องเลือกระหว่าง "ดุลยพินิจ" กับ "ผลประโยชน์รัฐ" หากก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียว จุดจบอาจเป็นอย่างที่เห็น
++ “สุริยะ-สมศักดิ์” วางขุมกำลัง กินรวบกระทรวงเกษตรฯ
เมื่อสภาพ “ฝุ่นตลบ” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มจางลง ก็ทำให้เห็นภาพการเมืองแบบไทยๆ ระหว่างนักการเมือง กับข้าราชการประจำ พลอตเรื่องยังคงเป็นแบบเดิมๆ
การที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ชงเรื่องเข้า ครม.ย้าย “ราเชน ศิลปะรายะ” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้ไปนั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ก่อนเกษียณ 5 เดือนนั้น ไม่ต่างจากการเชือดไก่ให้ลิงดู
เพราะ “อธิบดีกรมฝนหลวง” ไม่สนองนโยบาย!!
ไม่สนองยังไง?... เรื่องก็มีอยู่ว่า “หลานของสุริยะ” ที่ทำธุรกิจด้านการบิน พยายามขอเข้าพบ อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อขอรับงานดูแล ซ่อมบำรุงฝูงบินของกระทรวงเกษตรฯ ที่ใช้ในปฏิบัติการทำฝนหลวง ซึ่งตรงนี้มีงบในแต่ละปี อยู่ประมาณ 300 ล้านบาท
เมื่ออธิบดีฯ ไม่ยอมมาพบด้วย ก็ถือว่าไม่สนองนโยบาย จึงเป็นที่มาของการ “สั่งเชือด” เอาให้เห็นกันว่า ข้าราชการประจำ ต่อให้ตำแหน่งสูงแค่ไหน ก็อย่ามาหือกับรัฐมนตรี !
ในช่วงแรกดูเหมือนว่า “ราเชน” จะฮึดสู้ ทำนอง “กูไม่กลัวมึง” บอกมีข้อมูลที่พร้อมจะเปิดโปง แต่ในที่สุดก็บอกว่าจะไปบวช และขอหยุดเรื่องไว้แค่นี้ เพราะทางครอบครัวขอมา
แน่นอน คนที่เฝ้ามองเรื่องนี้ ย่อมเห็นว่า “ราเชน” ยอมยกธงแล้ว!
ดังนั้น จึงคาดหมายได้เลยว่า การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อมาทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ ที่มีทั้ง รองปลัดกระทรวงฯ เลขาธิการ ส.ป.ก. อธิบดีอีกหลายกรม ก็ต้องเป็นคนของ “สุริยะ” หรือ คนของพรรคเพื่อไทย อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนคนในสายการเมืองของพรรคกล้าธรรม ที่คุมกระทรวงเกษตรฯ ก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ถูก “ล้างบาง” ก็ถือว่าเป็นบุญกุศล ที่ได้สะสมมา
นั่นเป็นภาพในฝ่ายข้าราชการประจำที่กระทรวงเกษตรฯ ที่จะได้เห็นกันในเร็ว ๆ นี้
คราวนี้ลองมาดูภาพของ “ข้าราชการการเมือง” ที่เข้ามากำกับดูแลงานที่กระทรวงเกษตรฯ บ้าง
เมื่อ “สุริยะ” เข้ามาเป็นเจ้ากระทรวง ได้เสนอชื่อเพื่อปูนบำเหน็จในตำแหน่งข้าราชการการเมือง ให้กับคนในเครือข่ายของตนเองรวม 5 ตำแหน่ง
ทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย หรือ “แป๊ะยิ้ม” อดีต สส.นครสวรรค์ เป็นที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ หรือ“เสี่ยต้น” อดีต สส.ชลบุรี สมาชิกคนสำคัญในกลุ่มสามมิตร เป็นเลขานุการ รมว.เกษตรฯ เปรียบเสมือนมือขวา ของสุริยะ
ธีระชัย แสนแก้ว หรือ “อีโต้อีสาน” เป็นที่ปรึกษา“วัชระพล ขาวขำ” รมช.เกษตรฯ ลูกชายของ “วิเชียร ขาวขำ” อดีตนายก อบจ.อุดรธานี
“ณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช” ลูกชายของ “สาโรจน์ หงษ์ชูเวช” พ่อบ้านจันทร์ส่องหล้า เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีเกษตรฯ (วัชระพล ขาวขำ)
จเด็ศ จันทรา หรือ “เสี่ยบู้” อดีต สส.พิษณุโลก เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีเกษตรฯ (ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช) ลูกสาวของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” บ้านใหญ่แม่จัน เชียงราย
ไล่เรียงตามรายชื่อแล้ว บอกได้เลยว่าล้วนเป็นคนในเครือข่าย “กลุ่มสามมิตร” โดยเฉพาะ จเด็ศ จันทรา กับ ทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นี่ถือว่าเป็นสายตรงของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน”!
นอกจากวางคนที่กระทรวงเกษตรฯแล้ว เมื่อไปดูที่สภาผู้แทราษฎร ว่ามีใครอยู่ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์กันบ้าง จะมีคนคอยขุดคุ้ย ขัดแข้งขัดขา หรือว่าคอยชงเรื่อง หนุนเสริมอย่างไร ก็พบว่า
“นพพล เหลืองทองนารา” สส.พิษณุโลก เป็นประธาน กมธ.ฯ โดยมี “ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง” สส.สุโขทัย เป็นรองประธาน กมธ. ทั้งคู่ล้วนเป็นสายตรง บ้านใหญ่เทพสุทิน เมืองสุโขทัย
ดังนั้น ใครที่คิดว่ายุคนี้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี บารมีเริ่มเสื่อมถอย ก็ขอให้คิดเสียใหม่!


