เมืองไทย 360 องศา
ต้องเรียกว่าพื้นที่ภาคใต้ถือว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่หลายพรรคการเมืองต่างแย่งชิงกันมาช้านาน ที่ผ่านมาหากย้อนกลับไปในอดีตจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดหัวหาดมาอย่างยาวนาน จนบางครั้งถูกเรียกว่า เป็น “เมืองหลวง” ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว เพราะครั้งหนึ่งถึงขั้นมีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าแม้จะส่ง “เสาไฟฟ้า” ลงไปก็ชนะเลือกตั้ง สะท้อนภาพความนิยมอย่างมั่นคง แต่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง จากยุครุ่งเรืองกลายมาเป็นยุคตกต่ำ
เวลานี้แทบทุกจังหวัดถูกตีแตกกระจาย และพรรคที่กำลังเข้าไปแทรกและขยายพื้นที่รุกกินพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือพรรคภูมิใจไทย และแม้ว่าอาจมีพรรคอื่นลงไปผสมโรงเกี่ยวข้องบ้าง เช่น พรรคกล้าธรรม แต่นาทีนี้เมื่อพวกเขากลายเป็นฝ่ายค้านทำให้ความน่าสนใจและน่าจับตามองก็ต้องพุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นแกนนำรัฐบาลเป็นหลัก
หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังหันเหหัวเรือลงไปภาคใต้แบบเต็มพิกัด แน่นอนว่านี่คือ “เป้าหมายทางการเมือง” ที่ชัดเจน เพื่อแย่งชิงพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และแน่นอนว่า “แม่ทัพ” ที่นำทัพของพรรคภูมิใจไทย ในปัจจุบันคือพวก “รัชกิจประการ” ที่ก่อนหน้านี้คือ นางนาที รัชกิจประการ มีฐานการเมืองในจังหวัดพัทลุง
แต่เมื่อเธอมีอุบัติเหตุทางการเมือง จำใจต้องเว้นวรรค ก็ดันสามีคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ขึ้นมาแทน และในตำแหน่งทางการเมือง ก็เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แค่ลำดับรองนายกฯ และเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ ก็ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก ว่ามีความหมายแบบไหน
แม้ที่ผ่านมาจะเสียเครดิตและเสียรังวัดไปบ้าง เมื่อครั้งเกิดวิกฤตพลังงานใหม่ๆ ถูกเชื่อมโยงกับกลุ่ม “ทุนพลังงาน” ทำให้ระยะลหลังค่อยใช้วิธี “เว้นระยะห่าง” ออกไป แต่ไปเน้นโปรเจกต์พัฒนาด้านคมนาคม โดยเฉพาะให้โฟกัสไปที่พื้นที่ภาคใต้ ที่มี “เมกะโปรเจกต์” กำลังเข็นออกมาสารพัด ที่ต้องจับตาก็คือ “แลนด์บริดจ์” ที่กำลังเร่งผลักดันเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
และที่ต้องจับตาอย่างยิ่งก็คือ การผลักดันให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งแรก ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในราวปลายเดือนพฤษภาคม
ก่อนหน้านี้นายพิพัฒน์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ว่า เขาได้เสนอพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งขณะนี้พื้นที่มีความพร้อมแล้วหลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะจัดประชุมครม.สัญจรได้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนยุทธศาสตร์ทางภาคใต้ ได้มีการวางไว้แล้วในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการพัฒนาในเรื่องอาชีพ โดยโครงการที่เป็นเรือธงในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้จะเป็นเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งจะมีเรื่องของฮาลาลด้วย
ในส่วนของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำเรื่องพืชพลังงาน ในการขอให้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลลงในพื้นที่ ซึ่งมีนักลงทุนที่ให้การสนับสนุน ซึ่งจะเป็นการสร้างอาชีพด้วย โดยทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้มีการสำรวจพื้นที่ไปบางส่วนแล้วในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ แต่ทั้งนี้เราจะทำให้ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัดชายแดน
นายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ประจำนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ซึ่งก็คือเลขาฯของนายพิพัฒน์ ย้ำว่า เป็นความตั้งใจที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะศึกษามาอย่างยาวนานแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะผลักดัน
นายสาโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงที่ไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลเข้ามาก็เจอเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายไม่คาดคิด ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเกิดประโยชน์กับประเทศในวันนี้และอนาคต แม้จะใช้งบประมาณมาก แต่สิ่งที่จะได้รับสามารถเชื่อมทะเลทั้งสองฟาก ดังนั้นจำเป็นต้องคิดศึกษา ดำเนินการ และริเริ่ม
“ส่วนตัวคิดว่า นายพิพัฒน์จะผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้และตั้งใจว่าหากทำเสร็จทุกอย่างจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนกระแสต่อต้านในพื้นที่เรื่องนี้ต้องว่าตามความจริง เพราะความต่างย่อมมีในสังคมอยู่แล้ว แต่ต้องเอาเหตุเอาผลมาฟังกัน ซึ่งเรื่องนี้นายพิพัฒน์ได้กำชับและพร้อมที่จะรับฟัง ต้องยึดความคิดเห็นของประชาชน”
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาช่วง มิ.ย.-ก.ค. ว่า แลนด์บริดจ์ เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจผลักดัน เราศึกษาและปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุดทั้งเรื่องเทคโนโลยี ต้นทุนการก่อสร้าง รูปแบบที่ทำให้เกิดขึ้น
และวันนี้มีเหตุผลต้องนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการพูดถึงกันว่าใครจะแสดงความเป็นผู้ครอบครองช่องทางขนส่งโดยมีแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางช่องแคบนั้นช่องแคบนี้
“ดังนั้นในส่วนของประเทศไทยหากเรามีสิ่งที่สามารถพึ่งพาได้เกิดประโยชน์และรายได้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเราก็ต้องเร่งพิจารณา”
เอาเป็นว่าหลายโครงการโดยเฉพาะการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ และหากสังเกตถึงการโหมโรงของโครงการ “แลนด์บริดจ์” ที่เชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเข้าด้วยกัน เป็นโครงการใหญ่มีมูลค่าเบื้องต้นราวหนึ่งล้านล้านบาท กำลังถูกเร่งให้เร็วขึ้นโดยอาศัยจังหวะสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามตะวันออกกลาง มีการปิดช่องแคบฮอร์มุช รวมไปถึงมีแนวโน้มกระทบและมีความเสี่ยงไปถึงช่องแคบต่างๆในโลก ซึ่งรวมถึง “ช่องแคบมะละกา” ใกล้กับไทยก็ถูกมองว่าเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น
การที่ไทยผลักดัน “แลนด์บริดจ์” ขึ้นมาในสถานการณ์แบบนี้ ทำให้เป็นที่สนใจและจับตามอง แต่ขณะเดียวกันสำหรับในทางการเมืองของไทย นี่คือโครงการระดับ “เมกะโปรเจกต์” ที่นอกจากจะสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ขนานใหญ่แล้ว ยังเป็นการสร้างเครดิตให้กับรัฐบาล และที่สำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยที่กำลังสยายปีกไปทั่วภาคใต้ทั้งในตอนนี้และในอนาคต กำลังจะเดินหน้าเต็มตัว
อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นโครงการขนาดมหึมา มันก็ย่อมตามมาด้วยความเสี่ยง ทั้งในเรื่องงบประมาณ และเรื่องอื้อฉาว โดยเฉพาะเสี่ยงคัดค้านในพื้นที่ ที่เริ่มดังขึ้นเช่นเดียวกัน เรื่องข้อหา “ขายแผ่นดิน” เพราะต้องให้สัมปทานบริษัทต่างชาติระยะยาว ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาสารพัด ซึ่งมันไม่ง่าย และที่สำคัญพวกเขาก็จะ “ตกเป็นเป้า” ซึ่งสถานการณ์อาจจะพลิกผันเป็นตรงกันข้าม ก็ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าจะไปได้รอดหรือไม่ !!


