xs
xsm
sm
md
lg

“วิสุทธิ์” ชำแหละปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้างคลัง ชี้แค่ดิจิทัลไม่พอ เสนอ 4 มาตรการเซฟงบปีละแสนล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“วิสุทธิ์ ตันตินันท์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามนโยบายปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงการคลัง หลังประกาศหวังประหยัดงบ 10% ระบุปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว แต่คือช่องโหว่กฎระเบียบและความกล้าทางการเมือง พร้อมเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน เชื่อช่วยประหยัดภาษีประชาชนได้มากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท

นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเพจส่วนตัว “วิสุทธิ์ ตันตินันท์ – Wisoot Tantinan” แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง ในงาน International Public Procurement Conference โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ 10%

นายวิสุทธิ์ ระบุว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับยังไม่เห็นแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน พบเพียงการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ จึงตั้งคำถามว่า การแก้ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียวหรือไม่ และระบบใหม่จะไปได้ไกลกว่าระบบ e-bidding ที่มีใช้อยู่แล้วเพียงใด

ทั้งนี้ นายวิสุทธิ์เปิดเผยว่า ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างปีงบประมาณ 2568-2569 รวมกว่า 7 ล้านรายการ มูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านบาท และพบความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ

ประเด็นแรก คือ การใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในโครงการมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนบาท โดยพบว่าในปี 2569 มีโครงการวงเงิน 4-5 แสนบาท รวมมูลค่ากว่า 41,000 ล้านบาท ซึ่งประหยัดงบได้เพียง 5.3% ขณะที่โครงการมูลค่า 5 แสนถึง 1 ล้านบาท ที่ต้องใช้วิธีประกวดราคา กลับประหยัดงบได้ถึง 31.4%

นายวิสุทธิ์มองว่า นี่สะท้อนพฤติกรรม “ซอยโครงการ” เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลแข่งขัน และหากลดเพดานวิธีเฉพาะเจาะจงลงต่ำกว่า 4 แสนบาท จะช่วยประหยัดงบได้ทันที 13,664 ล้านบาท

ประเด็นที่สอง คือ การเปิดช่องให้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเมื่อซื้อจากหน่วยงานรัฐ ยกตัวอย่างกรณีปฏิทินประกันสังคม ที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงจนได้ราคาใกล้ราคากลางมาตลอด แต่เมื่อมีการเปิดประมูลแข่งขัน ราคากลับลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง

เขาระบุว่า วิธีเฉพาะเจาะจงลักษณะนี้ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 400,000 ล้านบาท แม้คิดเพียงประหยัดได้ 15% ก็จะช่วยลดงบประมาณได้ถึง 60,000 ล้านบาท

ส่วนประเด็นที่สาม คือ การไม่เปิดเผยข้อมูลงานก่อสร้างหลังลงนามสัญญา ทำให้เกิดปัญหาแก้ไขสัญญา ลดสเปก หรือทิ้งงานแล้วกลับมาประมูลใหม่ได้ง่าย โดยระบุว่า หลายประเทศพัฒนาแล้วบังคับเปิดเผยข้อมูลช่วงหลังเซ็นสัญญา และไทยเองเคยมีโครงการ CoST (Construction Transparency) นำร่องมาก่อน ซึ่งช่วยประหยัดงบได้ราว 7.4%

หากนำมาใช้กับโครงการก่อสร้างทั้งหมดในปี 2568 ที่มีมูลค่าราว 630,000 ล้านบาท จะช่วยประหยัดงบได้ประมาณ 47,000 ล้านบาท

นายวิสุทธิ์ยังระบุว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่เรื่ององค์ความรู้ แต่คือ “ความกล้าหาญทางการเมือง” เพราะข้อเสนอเหล่านี้เคยถูกถ่ายทอดให้กระทรวงการคลังมานานกว่า 10 ปี จากหลายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNDP, World Bank และ OECD แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง เนื่องจากอาจกระทบผลประโยชน์ทางการเมือง

พร้อมตั้งคำถามว่า กระทรวงการคลังจะกล้าขัดแย้งกับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ หลังมีหนังสือเมื่อเดือนเมษายน 2568 ให้ท้องถิ่นลบประวัติผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน ซึ่งอาจเปิดทางให้กลับมารับงานซ้ำได้อีก

สำหรับข้อเสนอเร่งด่วน 4 มาตรการ ที่นายวิสุทธิ์เชื่อว่าจะช่วยประหยัดงบได้ทันทีปีละ 1 แสนล้านบาท ได้แก่

1.ลดเพดานวิธีเฉพาะเจาะจงจาก 5 แสนบาท เหลือ 1 แสนบาท และกำหนดการแข่งขันแบบง่ายสำหรับโครงการวงเงิน 1-5 แสนบาท
2.ยกเลิกการให้เฉพาะเจาะจงทันทีเมื่อเลือกหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
3.ยกเลิกหนังสือกระทรวงมหาดไทย ปี 2568 ที่ให้ลบประวัติบริษัททิ้งงาน
4.ยกเลิกระเบียบที่สร้างต้นทุนแฝงต่อเอสเอ็มอี เช่น หลักประกันซอง เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม

นายวิสุทธิ์ย้ำว่า หากดำเนินการครบทั้ง 4 ข้อ จากข้อมูลวิเคราะห์โครงการจัดซื้อจัดจ้าง 7 ล้านรายการ จะสามารถประหยัดภาษีของประชาชนได้มากกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท