“ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยง” ข้าวไร่พื้นเมืองโบราณของจังหวัดเลย กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สะท้อนถึงคุณค่าและอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่เชื่อมโยงกับภูมิสังคมและภูมิปัญญาของชุมชนอย่างชัดเจน
นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเป็นข้าวที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว เมล็ดเรียวยาว เปลือกเกลี้ยงไม่มีขน มีกลิ่นหอม เมื่อหุงแล้วให้สัมผัสนุ่มและหนึบ ปลูกได้ดีในพื้นที่สูง 500–1,000 เมตร ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย ภูเรือ และนาแห้ว อีกทั้งยังทนแล้งและแตกกอได้ดี เหมาะกับการปลูกแบบข้าวไร่ที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก
นอกจากคุณลักษณะด้านกายภาพ ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยใยอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับระบบลำไส้ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังมีแร่ธาตุ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งให้ความอิ่มนาน จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพและตลาดอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังเติบโต
ด้านนายสังวร จันทรคีรี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่บ้านน้ำเย็น ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย กล่าวว่า พื้นที่ปลูกข้าวซิวเกลี้ยงส่วนใหญ่เป็นภูเขา โดยชุมชนทำข้าวไร่มาอย่างยาวนาน จากเดิมที่มีการปลูกข้าวหลายพันธุ์ แต่ซิวเกลี้ยงเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคไหม้ได้ดี และมีความนุ่มหอมโดดเด่น
“เดิมทีข้าวพันธุ์นี้เรียกว่า ‘ปลาซิวอ้าว’ เพราะชาวบ้านนิยมกินกับปลาซิวจากลำน้ำหมัน ต่อมาหน่วยงานเกษตรได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ซิวเกลี้ยง’ ให้สอดคล้องกับลักษณะเมล็ดที่เรียวยาวและไม่มีขน” นายสังวรกล่าว
ปัจจุบัน ชุมชนยังคงอนุรักษ์ข้าวพื้นเมืองกว่า 12 พันธุ์ โดยซิวเกลี้ยงเป็นพันธุ์หลักที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในอดีตการปลูกแบบผสมหลายสายพันธุ์ทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ กลุ่มจึงรวมตัวกันคัดเลือกสายพันธุ์ให้บริสุทธิ์ เพื่อสร้างมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์
ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่บ้านน้ำเย็น มีสมาชิกประมาณ 60 คนมจาก 42 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกรวม 300 ไร่ โดยมีฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม–กันยายน และเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อไร่ และในบางพื้นที่สามารถให้ผลผลิตได้สูงถึง 800 กิโลกรัมต่อไร่ และแม้ความต้องการของตลาดจะสูง แต่กลุ่มยังประสบปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอ เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก แรงงาน และสภาพอากาศที่แปรปรวนโดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมา ที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง
ในด้านการตลาด ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงมีราคาสูงกว่าข้าวเหนียวทั่วไป โดยข้าวสารจำหน่ายในราคา 50–60 บาทต่อกิโลกรัม และเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 25–28 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสินค้าหลักที่สร้างรายได้คือทข้าวบรรจุถุงขนาด 1 และ 5 กิโลกรัม โดยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด
ส่วนช่องทางการจำหน่ายนั้นจะ ครอบคลุมทั้งตลาดชุมชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ และช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่กลุ่มต้องเผชิญ คือข้อจำกัดด้านค่าขนส่งที่ยังค่อนข้างสูง
นายสาวร ยังกล่าวด้วยว่า กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่บ้านน้ำเย็น ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าวมาโดยตลอดทั้ง ในด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมควบคู่กับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การรักษามาตรฐาน GI โดยเฉพาะปัญหาการปะปนของสายพันธุ์จากการใช้เครื่องจักร รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับมาสืบสานการปลูกข้าวไร่
“อนาคตของข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะในตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณภาพแต่ต้องสร้างแรงจูงใจทั้งด้านราคาและองค์ความรู้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อ และรักษาอัตลักษณ์ของข้าวพื้นเมืองนี้ไว้” นายสังวรกล่าว
การผลักดันข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงให้ก้าวสู่ตลาดคุณภาพ จึงไม่เพียงเป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนแต่ยังเป็นการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตร และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
หากผู้บริโภคสนใจ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ธกส บ้านน้ำเย็น


